มนุสสานัง พุธโธ ภควะติ : Do Androids Dream of Electric Sheep?

คำเตือน : ในบทความนี้มีการสปอยล์เนื้อหาของหนังสือ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่าหลายพันล้านปีที่มนุษย์ได้เริ่มต้นวิวัฒนาการจากสัตว์ตระกูลวานร (primate) ต่อมาสัตว์ตระกูลวานรนี้ได้ปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนในที่สุด ก็เกิด homo คนเเรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันที่มนุษย์ หรือ homo sapiens sapiens ยังคงดำรงอยู่ การดำเนินการวิวัฒนการที่มีมาตลอดหลายล้านปีนี้เป็นกระบวนการธรรมชาติตามทฤษฎีของ natural selection (1859) ของ Charles Darwin

แต่แล้วถ้าหากวันหนึ่งมนุษย์เองได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่มีความสามารถ สติปัญญา รูปลักษณ์ ละม้ายคล้ายคลึงมนุษย์เองหรือเเทบจะดีกว่าด้วยซ้ำขึ้นมาล่ะ?

Do androids dream of electric sheep? นวนิยายวิทยาศาสตร์ปรัชญาของ Philip K. Dick ได้ตั้งคำถามนี้เช่นกัน หนังสือเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งเเรกเมื่อ ปี 1968 ซึ่งได้รับความสนใจจากเหล่าแฟนคลับคอ sci-fi กันอย่างท่วมท้น ต่อมานวนิยายเรื่องนี้ได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกสองเรื่อง คือ Blade Runner (1982) และ Blade Runner 2049 (2017) และอนิเมชั่นขนาดสั้นอย่าง Blade Runner black out 2022 (2017) 2036: Nexus Dawn และ 2048: No where to run

นวนิยายของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อโลกของเรานั้นได้สู้รบปรบมือกันมาอย่างยาวนานจนกระทั่งเกิดสงครามนิวเคลียร์หรือ ‘World war terminus’ บอกได้เลยว่าสภาพสิ่งเเวดล้อมตอนนั้นเข้าขั้นวิกฤติ สัตว์เล็กใหญ่พากันล้มตาย แต่มนุษย์ยังคงอยู่ จนท้ายที่สุดโลกของเรามันสุดเเสนจะเลวร้ายชีช้ำกะหล่ำปลี มนุษชาติเรานี้ก็อพยพไปตั้งรกรากใหม่ ณ ดาวอังคาร และเมื่อเราต้องการสร้างโลกใหม่อีกครั้ง แน่นอนค่ะซิส เราต้องการกำลังคน เราต้องการเเรงงานทาส ด้วยความสามารถของเหล่ามนุษย์นั้นเอง เราจึงได้สร้างหุ่นยนต์ที่มีความสามารถอันสูงส่งเเละสติปัญญาที่คมเฉียบแถมยังมีหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงมนุษย์อย่าง แอนดรอยด์ (ซึ่งเรียกเเทนด้วยคำว่า andy) เพื่อมาตอบสนองความต้องการตรงจุดนี้

งานนี้จึงตกเป็นของ Rick Deckard ผู้เป็นลูกน้องของเขาเเละเป็นนักล่าค่าหัวเเทน

หลังจากการล่าแอนดรอยด์เหล่านี้ดำเนินไปเรื่อยๆนั้น ต่อมสงสัยของเขาก็ถูกสะกิดจากสิ่งต่างๆที่เขาพานพบเเละได้ก่อความสับสนในใจ เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่ถูกตั้งบรรทัดฐานเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้สึกของเขาเองที่เกิดกับแอนดรอยด์เพศหญิง หรือแท้จริงความเห็นอกเห็นโดย Voight-Kampff test นี้มีเเค่กับเผ่าพันธุ์พวกเราจริงหรือ ตกลงแล้วสิ่งประดิษฐ์ที่เขากำลังตามล่านั้น เราจะเรียกมันว่า สิ่งมีชีวิต ได้หรือไม่ และในตอนหลังเมื่อเหล่าแอนดรอยด์นั้นเริ่มรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอดของตนก็ไม่ได้ต่างจามนุษย์เลยสักนิด ในเมื่อเหล่าหุ่นยนต์พวกนี้ก็รักตัวกลัวตายกันเป็นเหมือนกัน กระนั้นเเล้วการมีชีวิตอย่างเเท้จริงนั้นคืออะไรกันเเน่ มนุษย์เเละสัตว์ที่เกิดโดยธรรมชาติเท่านั้นหรือจึงจะมีชีวิต

แล้วอะไรคือคุณค่าของชีวิต

ซึ่งก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องคุณค่าของชีวิตนั้น เราควรจะรู้เสียก่อนว่าเเท้จริงเเล้วชีวิตนั้นคืออะไร แต่การนิยามว่าแท้จริงเเล้วชีวิตนั้นคืออะไรนั้น ยังคงเป็นสิ่งพิศวงเเก่มนุษยชนมาจนทุกวันนี้ ตามพจนานุกรมบัณฑิตราชฏยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายคำว่า ชีวิตว่า ความเป็น, ตรงข้ามกับ ความตาย ส่วน Oxford learner’s dictionaries ให้ความหมายคำว่า life-state of living (ชีวิต-สภาวะในการมีชีวิต)ซึ่งนั้นก็ไม่ได้ช่วยไขขอข้องใจอะไร หรือหากมองในเชิงปรัชญา การจะให้คำตอบว่าการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตคืออะไรก็เป็นเรื่องน่าฉงล เนื่องจากมนุษย์นั้นเป้นสิ่งมีชีวิตที่เป็นปัจเจก การมีชีวิตสำหรับบางคนอาจเป็นเพียงเเค่การมีชีวิตที่กินอิ่มนอนหลับภายใต้ชายคาที่พักพิง แต่สำหรับบางคนอาจหมายถึงการค้นหาความสามารถอันสูงสุดของตนก็เป็นได้

The power of meaning โดย Emily Esfahani Smith สำหรับเธอนั้นชีวิตมีมากกว่าเเค่การมีความสุขไปวันๆ คุณค่าของชีวิตต่างหากที่เติมเต็มมนุษย์ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดคุณค่าของชีวิตคนเรานั้นได้แก่ ความผูกพันธ์ เป้าหมาย และการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้จะเติมเต็มความรู้สึกภายในจิตใจและก่อให้เกิดเป็นความหมายแก่ตัวเรา ดังนั้นหากปัจจัยข้างต้นนั้นสามารถสร้างความหมายแก่ชีวิตของมนุษย์ได้แล้ว คำถามถัดมาคือ

ปัจจัยข้างต้นนี้สามารถสร้างคุณค่าแก่แอนดรอยด์ได้หรือไม่?

เวลา+ความรู้สึก = ความผูกพันธ์

เบสิกคอนเซ็ปที่สุดสำหรับชีวิตนั้น เรื่องเวลาย่อมเป็นเรื่องเเรกๆในความคิดของใครหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้น แรกเริ่มเดิมทีเราเริ่มต้นจากการเป็นทารก ค่อยๆเติบโตทั้งร่างกายเเละจิตใจ ซึบซับเรียนรู้สิ่งต่างๆจนก้าวข้ามผ่านช่วงวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ท้ายที่สุดเข้าสู่วัยชราและจบบั้นปลายชีวิตนั้นด้วยความตายอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในแต่ละช่วงวัยที่เราดำเนินผ่านไป เราได้เกิดความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาชีวิต ความรู้สึกไม่ว่าจะสุขหรือจะทุกข์ผสานกับวันเวลาที่เราได้เสียไปกับสิ่งๆนั้น ก่อให้เกิดเป็นความรู้สึกผูกพันธ์ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นความผูกพันธ์ของคนต่อคนอย่างตัวเราเองกับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว ความผูกพันธ์ต่อสังคม หน้าที่การงานหรือภาระที่เราได้รับ หรือเเม้กระทั่งความผูกพันธ์ต่อสิ่งของเล็กๆที่เราหวงแหน ความรู้สึกนี้เองที่ก่อให้เกิดเป็นความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง

ซึ่งความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งนี้เองที่จะช่วยเติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่าและไร้ค่าภายในใจและนำไปสู่การตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตตน

สำหรับ andriod อย่าง Nexus-6 brain ซึ่งอายุขัยนั้นจะมีจำกัดเพียง 4 ปี เเต่ก็เป็นเพียงร่างกายเเละการเมตาบอลิซึ่มเท่านั้นที่เสื่อมสลายลง ส่วนสมองนั้นยังคงอยู่ เมื่อเหล่าหุ่นยนต์ที่ถูกสร้างมาให้มีความใกล้เคียงมนุษย์สูงเหล่านี้นั้นเมื่อได้ลืมตาดูโลก พวกมันก็พบว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่มาพร้อมกับความสามารถและความนึกคิดแต่ไร้ซึ่งความทรงจำที่ผูกพันธ์ต่อสิ่งที่ตั้งอยู่ก่อนพวกมันเกิด อย่างไรก็ตามก็ใช่ว่ามนุษย์เทียมเหล่านี้จะไร้ความทรงจำเลยเพราะมีการปลูกฝังความทรงจำเทียมแก่เหล่าแอนดรอยด์เหล่านี้ แต่ แต่ มันก็เป็นความทรงจำที่ตัวผู้ถูกปลูกถ่ายไม่ได้พานพบด้วยตัวเองอย่างเเท้จริงไม่ใช่หรือ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรในฐานะความทรงจำเล่า

‘It’s the metabolism. Not the brain unit.’

-Rachael Rosen,chapter seventeen, Do Andriods Dream of Electric Sheep?)

เเละอาจจะด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้เหล่ามนุษย์เทียมเหล่านี้ไม่สามารถผ่าน Voight-Kampff test (การทดสอบเพื่อวัดความเห็นอกเห็นใจหรือ empathy ในตัวผู้ทดสอบเพื่อเเยกระหว่างมนุษย์และ andys) แต่หากพูดในอีกแง่หนึ่งนั้น การทดสอบก็ไม่เป็นธรรมต่อเหล่ามนุษย์เทียมเหล่านี้ เพราะ เกณฑ์ทั้งหมดนั้นถูกสร้างมาและตัดสินโดยมนุษย์ ในเมื่อแอนดรอยด์นั้นไม่ใช่มนุษย์ ไม่มีความรู้สึกผูกพันธ์ต่อมนุษยชาติแล้ว นอกจากนั้นมันยังเพิ่งเกิดมาหลังจากโลกผ่านอภิมหาสงครามจนชีช้ำไปเรียบร้อย ประกอบกับระยะเวลาที่พวกมันลืมตาดูโลกกับอายุขัยก็เเสนสั้น การจะมีความรู้สึกร่วมหรือเห็นอกเห็นใจต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์(ในระยะเวลาเท่านี้)ย่อมเป็นเรื่องแปลก

หากในทางกลับกัน หากเกณฑ์การตัดสินการทดสอบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อวัดแอนดรอยด์ในแบบของแอนดรอยด์โดยเฉพาะแล้ว นั้นละจึงจะสามารถวัดได้อย่างเเท้จริง เราไม่สามารถวัดสิ่งที่เเตกต่างกันสองสิ่งด้วยเกณฑ์ที่เหมือนกัน นั้นย่อมให้ผลที่ไม่เป็นธรรมต่อไม่สิ่งใดก็สิ่งหนึ่ง เช่น ถ้าคุณครูใส่เเว่นบอกว่าเด็กอีกคนหนึ่งเก่งเเละเด็กอีกคนหนึ่งโง่เพียงเเค่ผ่านข้อสอบวัดระดับมาตรฐานนั้นย่อมไม่ได้จริงไหม ในเมื่อเด็กทุกคนนั้นมีความเป็นปัจเจกบุคคลที่ถนัดไม่เหมือนกัน จะให้ปลามาปีนต้นไม้ มันไม่ใช่ค่ะซิส! (สะบัดผม)

ตามหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อย (The little prince) โดย Antoine de Saint-Exupery เมื่อตอนที่เจ้าชายน้อยได้พบเจอดอกไม้ที่กำลังอวดโฉมและบอกว่าตนเองคือดอกกุหลาบ แต่เจ้าชายนั้นกลับรู้สึกว่าไม่มีดอกกุหลาบดอกไหนเหมือนเเละมีค่าเท่าดอกกุหลาบของตน ณ ดาว B612 เลย สุนัขจิ้งจอกจึงบอกแก่เจ้าชายน้อยว่านั้นเป็นเพราะเวลาที่เธอเสียไปกับการดูแลดอกกุหลาบจึงทำให้ดอกกุหลาบดอกนั้นของเธอมีค่าที่สุดสำหรับเธอยังไงละ ดังนั้นจึงอาจสามารถสรุปได้ว่า เวลาและความรู้สึกของเราที่ใช้ไปกับสิ่งๆหนึ่งนั้นได้ก่อให้เกิดความผูกพันธ์ขึ้นในชีวิตของเรากับสิ่งนั้นหรือบุคคลนั้น

และยิ่งมีความผูกพันธ์มากเท่าไหร่มันยิ่งลบความรู้สึกหว้าเว่และแปลกแยกในจิตใจนำไปสู่การรู้สึกถึงคุณค่าในชีวิต

ตลอดการดำเนินของเรื่องนั้น ถึงเเม้ว่าเหล่าแอนดรอยด์เล่านี้จะไม่สามารถผ่านการทดสอบ Voight-Kampff test แต่แอนดรอยด์เหล่านั้นก็มีความรู้สึกผูกพันธ์ต่อเพื่อนเเอนดรอยด์ด้วยกัน มีเหตุการณ์ที่ผ่านทุกข์ผ่านสุขด้วยกันเกิดเป็นความผูกพันธ์และความทรงจำร่วมต่อกัน ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ Rachael Rosen นั้นเล่าถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับแอนดรอยด์ที่เหลืออีกสามตัว

นั้นทำให้เราเห็นว่าแม้กระทั่งแอนดรอยด์เองก็สามารถเข้าถึงความรู้สึกผูกพันธ์กับสิ่งๆหนึ่งเช่นเดียวกับมนุษย์

เป้าหมายไม่ได้มีไว้แค่พุ่งชน

คำว่าเป้าหมายนั้นสำหรับมนุษย์เรานั้นหรือแม้กระทั่งสัตว์ก็ดี สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาซึ่งอาจเริ่มจากระดับง่ายสุดอย่าง ฉันควรกินอะไรเป็นอาหารเช้าดี จนไปถึงระดับยากมหันต์อย่างการลดน้ำหนักให้ทันก่อนหมดปีนี้ (ซึ่งหากเธอตั้งมั่นจะทำ ขอให้โชคดี!) เมื่อเราสามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จนั้น ไม่เพียงเเต่ก้าวข้ามสิ่งที่เราตั้งไว้ แต่ยังช่วยเติมเต็มความรู้สึกบางอย่างแก่ตัวเราอีกด้วย ความรู้สึกยินดีและภูมิใจที่ในที่สุดฉันก็สามารถทำได้สักที ถึงเเม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใดแต่ฉันก็สามารถทำสิ่งนั้นให้ลุล่วงได้ และความรู้สึกเหล่านี้เองจะเข้าเเทนที่ความรู้สึกว่างเปล่าข้างในตัวเราเเละก่อเกิดเป็นคุณค่าของชีวิต ซึ่งส่วนตัวฉันนั้นคิดว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์

เมื่อลองมองดูใน Do androids dream of electric sheep? นั้น เป้าหมายหลักสำหรับตัวพระเอกผู้ดำเนินเรื่องของเรา Rick Deckard นั้น คงไม่พ้นเรื่องอื่นใดเลยนอกจาก การมีสัตว์ที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติไว้ในครอบครอง เมื่อเขาผ่านการอย่างทำงานหนักหน่วงจนได้เงินมาก้อนหนึ่ง เขาก็ตรงรี่ไปซื้อแพะโดยไม่ปรึกษาใครทั้งนั้นค่ะคุณ แถมยังคิดอีกว่าจะซื้อแกะต่อ แต่ในท้ายที่สุดถึงเเม้ว่าแพะของเขาจะตาย และเขาจะไม่ได้แกะตามที่เขาหวัง เเต่อย่างไรซะในท้ายที่สุดเขายังได้คางคกติดไม้ติดมือกลับมา ถึงแม้ว่าเจ้าคางคกตัวนี้จะไม่ใช่คางคกตามธรรมชาติ สำหรับ Rick Deckard นั้น เราอาจไม่สามารถพูดว่าเขาสำเร็จเป้าหมายของเขาอย่างเต็มปาก อย่างไรก็ดีเขาได้สำเร็จเป้าหมายในระดับหนึ่ง(อย่างน้อยก็ยังมีสัตว์) นอกจากนั้นเเล้วสัตว์ตัวนี้ก็คลายปมบางอย่างที่ติดค้างใจของเขา เจ้าคางคกเทียมตัวนี้ได้หยุดความกระเสือกกระสนที่จะมีสัตว์ตามธรรมชาติจริงๆของเขา

หากลองพิจารณาดูในกรณีของ Rick กับเป้าหมายในการครอบครองสัตวเเล้วนั้นจะเห็นได้ว่าสุดท้ายเเล้ว เขานั้นไม่สามารถสำเร็จเป้าหมายที่จะมีสัตว์ตามธรรมชาติไว้ในครอบครอง แต่ความต้องการที่จะมีสัตว์ของเขานั้นก็ไม่ได้หายไปไหน มันเเค่ลดระดับลง ดังนั้นเเล้วเราสามารถสังเกตเห็นว่า เป้าหมายของมนุษย์เรานั้นไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว สามารถยืดหยุ่นได้ และเมื่อเป้าหมายนั้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนๆนั้นได้เเล้ว เป้าหมายเล่านั้นก็สามารถถูกละทิ้งหรือเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ เช่น Rick ที่เปลี่ยนใจไม่ฆ่า Rachael หลังจากที่ร่วมรักกันมาเเล้ว แต่ไปส่งที่รถของเธอแทน

แล้วสำหรับแอนดรอยด์ละ มนุษย์เทียมเหล่านี้มีเป้าหมายหรือเปล่า?

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นเเล้วว่าแอนดรอยด์รุ่น Nexus-6 brain unit กลุ่มนี้ได้ละเมิดกฏมายังโลก โดยจุดประสงค์คือต้องการเพิ่มอายุขัยของพวกมันเอง สำหรับ andys สามตัวเเรกที่ Rick ได้ทำการกำจัดนั้นพวกเขาเหล่านั้นได้ปลอมตัวแฝงอยู่กับกลุ่มมนุษย์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Polokov ที่ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ (แต่ในข้อมูลที่ Deckard ได้มานั้น มันปลอมตัวเป็นคนเก็บขยะ) Luba Luft เป็นนักร้อง ณ โรงละครโอเปร่า และ Garland เองก็ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกับ Polokov สำหรับเหล่ามนุษย์เทียมเหล่าหากไม่นับการที่เขาหลบหนีมายังโลกนั้น พวกเขาก็ไม่ทำไรผิดเลย หนำซ้ำพวกเขายังพยายามทำงานและใช้ชีวิตอีกด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นหน้าที่ของ Rick Deckard ที่จะต้องตามเก็บเหล่าแอนดรอยด์พวกนี้อยู่ดี ภายหลังจากที่เขาจัดการกับสามตัวแรกเรียบร้อยเเล้ว เขาก็ต้องมาจัดการกับสามตัวหลังทันที ซึ่งที่เหลืออีกสามตัวนั้นได้รวมตัวกันเพื่อความอยู่รอดของพวกมัน (ถึงเเม้จะถูกจัดการอย่างง่ายดาย)

เป้าหมายของแอนดรอยด์ คือ การดำรงรุ่น Nexus-6 brain unit ให้คงอยู่อย่างไม่โดดเดี่ยวเพียงสามารถใช้ชีวิตได้นานกว่าสี่ปี และให้เผ่าพันธุ์แอนดรอยด์นั้นไม่ถูกผลักไปชายขอบของสังคมแบบเดียวกับที่ J.R. Isidore โดนกระทำ ไม่ว่าจะการพยายามกลมกลืนในสังคมของคนทั่วไปโดยการแฝงรวมอยู่กับคนทั่วไป หรือการอยู่รวมกันสามคนของแอนดรอยด์ในภายหลังของเหล่าแอนดรอยด์

เป้าหมายของแอนดรอยด์มีเพียงเเค่การสามารถใช้ชีวิตอย่างไม่โดดเดี่ยวเท่านี้เอง

ยิ่งเลอะยิ่งเยอะประสบการณ์

มาถึงข้อสุดท้ายสำหรับปัจจัยในการสร้างคุณค่าแก่ชีวิต คือ การเล่าเรื่องของตัวเองได้ ซึ่งการเล่าเรื่องของตัวเองนั้นไม่จำเป็นจะต้องไปเล่าให้ใครอื่นไกล เราสามารถเล่าเรื่องของตัวเองให้ตัวเองฟังได้ทุกวัน การเล่าเรื่องนี้เป็นกระบวนการทบทวนถึงสิ่งต่างๆที่เข้ามาในชีวิตการให้ความหมายแก่ประสบการณ์เล่านั้นเองจะทำให้เรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาของเธอมีค่าจนในที่สุดมันเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อเกิดความรู้สึกอิ่มเอมในใจและกลายเป็นคุณค่าสำหรับชีวิต

ยกตัวอย่างเช่น การเขียนบันทึกประจำวัน หรือเมื่อเธอทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่เธอเองก็ต้องบอกใช่ไหมล่ะว่าตัวเธอนั้นน่ะเป็นใคร นอกจากนี้เเล้วมุมมองในการมองเรื่องราวเเต่ละเรื่องที่ผ่านเข้ามานั้นก็เป็นเรื่องสำคัญ มีเรื่องเล่าของอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าแก่ลูกศิษย์ เขาได้จุดปากกาสีดำลงบนกระดานสีขาวล้วน นักศึกษาทุกคนเพ่งความสนใจที่จุดนั้น อาจารย์คนนั้นถามนักศึกษากลับว่า ทำไมพวกคุณถึงมองเเต่จุดสีดำจนลืมว่ายังมีพื้นที่สีขาวมากมายล้อมรอบจุดสีดำนี้ มันอาจมีเรื่องไม่ดีผ่านเข้ามาในชีวิตเธอ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับเธอว่าเธอจะมองจุดสีดำ หรือจะมองพื้นที่สีขาวที่เหลืออยู่

ดังนั้นแล้วเธอจะเล่าเรื่องของตัวเองออกมาแบบไหนนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเธอแล้วล่ะ

สำหรับ Do andriods dream of electric sheep? นั้นการบอกเล่าเรื่องของเเต่ละคน(ตัวละครหลักๆ)ที่ปรากฏขึ้นมาในเรื่องนั้นสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวิธีการเขียนของผู้เเต่ง ยกตัวอย่าง Rick Deckard บอกว่าตัวเองเป็นนักล่าค่าหัว ที่มีภรรยาชื่อ Iran เช่นเดียวกันกับ Phill Resch ที่เป็นนักล่าค่าหัวให้แก่สถานีตำรวจปลอม ซึ่งเขาเองก็เชื่อมาตลอดว่าเขาเป็นนักล่าค่าหัวแอนดรอยด์แก่สถานีตำรวจแห่งนี้ นี้กลายเป็นความเชื่อที่เขาได้เล่าให้แก่ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สองคนนี้ได้นิยามตัวเองตามอาชีพที่พวกเขาทำ นอกจากนั้นไม่เพียงเเต่พวกมนุษย์ที่สามารถให้ค่าของตัวเองได้เเต่แอนดรอยด์ก็เช่นกัน อย่าง Luba Luft ที่บอกว่าตัวเธอนั้นเป็นนักร้อง ณ โรงโอเปร่า Garland ที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแก่สถานีตำรวจปลอม Rachael Rosen ที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นสินทรัพย์ของ Rosen association และเล่าประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมาของตนเองอีกด้วย หรือการเล่าเรื่องตัวเองที่ฉันประทับใจที่สุดในหนังสือ คือ การที่หุ่นยนต์แอนดรอยด์ที่เป็นรุ่นเดียวกับ Rachael บอกว่าตนเองนั้นไม่ใช่ Rachael แต่ฉันคือ Pris Stratton การตั้งชื่ออื่นให้แก่ตัวเองนั้นแสดงให้เห็นถึงความขบถเเต่ Rosen association และความมุ่งมั่นในการนำเสนอตัวเองในนามของตัวเอง

‘Did you get my name?’ he said eagerly. ‘ John Isidore, and I work for-‘

‘You told me who you work for’ She had stopped briefly at her door; pushing it open she said, ‘Some incredible person named Hanibal Sloat, who I’m sure doesn’t exist out side your imagination.My name is –‘ She gave him one last warmthless glance as she returned to her apartment, hesitated and said, ‘I’m Rachael Rosen.’

‘Of the Rosen Association?’ he asked. ‘The system’s largest manufacturer of humanoid robots used in our colonization program?’

A complicated expression instantly crossed her face, fleetingly, gone at once. ‘No,’ she said. ‘I never heard of them; I don’t know anything about it. More of your chickenhead imaginaton, I suppose. John Isidore and his personal, private empathy box. Poor Mr Isidore.’

‘But your name suggests–‘

‘My name,’ the girl said,’ is Pris Stratton. That’s my married name; I always use it. I never use any other name but Pris. You can call me Pris.’ She reflected, then said, ‘ No, you’d better address me as Miss Stratton. Because we don’t really know each other.At least I don’t know you.’ The door shut after her and he found himself alone in the dust strewn dim hall

(Do andriods dream of electric sheep,chapter six)

สำหรับกรณีของ J.R. Isidore ตลอดทั้งเรื่อง เรารู้จักเขาในฐานะ Chickenhead เรารู้จักเขาในฐานะคนขี้ขลาดตาขาวพูดติดอ่าง ทำงานขับรถแก่โรงพยาบาลสัตว์เทียม ผู้นับถือ Mercerism ผู้ที่ไม่สามารถอพยพไปยังดาวอังคารอย่างมนุษย์คนอื่นได้ ไม่เพียงเท่านั้นสังคมยังตราหน้าว่าเขาเป็น Chickenhead และผลักไสเขาให้ไปอยู่ชายขอบ ออกนอกวงสังคมไป จนในที่สุดเขาก็ยอมรับอย่างเต็มปากว่าเขานั้นเอง คือ Chicken head ชายผู้นี้กำลังปล่อยให้ความคิดของผู้อื่นมีอิทธิพลเหนือตัวเขาเอง เขากำลังปล่อยให้ความคิดของสังคมเข้ามานิยามว่า เขานั้นแหละ คือ Chicken head อย่างเเท้จริง

ไม่เพียงเเต่เราควรเป็นผู้ที่ดีเเล้ว เราควรเป็นผู้เล่าเรื่องนี้ด้วยตัวเราเอง

ในที่สุดถึงเเม้ว่าเหล่าแอนดรอยด์ Nexus-6 brain unit นั้นจะถูกกำจัด แต่พวกก็ได้เเสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเเค่สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติเท่านั้นที่สามารถเข้าใจคุณค่าของชีวิตได้ แอนดรอยด์ก็สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน และสำหรับผู้อ่านนั้นหากเธอกำลังหลงทางและรู้สึกสงสัยในคุณค่าของตัวเธอเอง ฉันหวังว่าบทความนี้จะสามารถเป็นเเสงสว่างดวงเล็กๆที่ช่วยเป็นเเนวทางเเด่เธอ

อ้างอิง :

Dick, P. K. (2011). Do androids dream of electric sheep?. London: Gollancz.

Saint-Exupéry, A. ., Saint-Exupéry, A. ., Woods, K., & Harcourt, Brace & World,. (1943). The little prince.

Smith,E.E. (2017).The power of meaning : crafting a life that matters.London : Rider Books