Where is the love? :ความรักยังมีอยู่ไหมในยุคสมัยที่เเปรเปลี่ยน

หากวิทยศาสตร์นั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกของเรานั้นหมุนด้วยเเรงดึงดูดและเเรงโน้มถ่วงแล้วนั้นฉันคงคิดว่าโลกของเราหมุนด้วยความรัก ความรักถูกจัดเป็นความต้องการพื้นฐานด้านจิตใจของมนุษย์ตามสามเหลี่ยมความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy needs ) ซึ่งความต้องการพื้นฐานลำดับเเรกๆ (นับจากล่างนั้น) จำเป็นต้องถูกเติมเต็มก่อนถึงจะสามารถไปสู่ความต้องการที่สูงขึ้นได้ ดังนั้นจึงไม่เเปลกเลยที่ความรักหรือความสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับพวกเรา

maslow's hierarchy of needs five stage pyramid
Maslow’s hierarchy needs triangle หรือทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์

ความรักเเละความต้องการจะเป็นเจ้าของนั้นเริ่มต้นจากสถาบันพื้นฐานที่สุดของพวกเรา คือ ครอบครัว พวกเราต้องการความรักความห่วงใยตั้งเเต่เรายังไม่สามารถจำความได้ ยากตัวอย่างเช่นช่วงห้าหกเดือนเเรกที่เราเกิดมานั้นเราค่อยๆเรียนรู้ความสัมพันธ์ผ่านสมาชิกในครอบครัว เเต่เราไม่ได้ต้องการเพียงเท่านั้น ด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เรายังต้องการพบปะผู้คน พวกเราต้องการเพื่อนฝูงใครสักคนที่สามารถไว้ใจเเละเมื่อเราเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเราก็เริ่มต้องการใครสักที่เราจะรักเขาได้ ใครสักคนที่จะทำให้เรารู้จักความรักที่ทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย

อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่ว่าเมื่อเธอเเตกหนุ่มหรือแตกสาว พอเดินออกจากบ้านจะเจอคนถูกชะตาปุ๊บคบปั๊บมีความสุขเเฮปปี้เอ็นดิ้ง เราไม่ใช่นกยูงที่จะสามารถรำเเพนหางได้อย่างเตะตา ความรักของพวกเรามันไม่ง่ายดายขนาดนั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าความรักจะเข้ามาหาเราเมื่อไหร่ หรือความรู้จักมักคุ้นต่อกันมาเนิ่นนานจะเปลี่ยนเป็นความรักเมื่อไหร่ บ้างก็ว่าไร้เหตุผลสิ้นดี บ้างก็ว่านี้เเหละคือรัก

“The heart has it reasons whereof reason knows nothing”

หัวใจมีเหตุผลที่เหตุผลไม่รู้จัก

Blaise Pascal

ดังนั้นเราจึงสร้างสรรค์สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยาย ภาพยนตร์ เพลง หรือ บทกลอน เพื่อปลอบประโลมหัวใจทดแทนการออกไปหาเจ้าความรักนี้จริงๆ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็มีมานมนานเเล้ว เมื่อพูดถึงรักเเล้วความโรเเมนติคเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แล้วความโรเเมนติค (Romantic) มันคืออะไรกั๊นอะไรกัน แค่เจอหน้าพบกันมันไม่ได้เหรอ

ตาม Oxford learner’s dictionary ให้ความหมายโรเเมนติค (Romantic) ว่าเกี่ยวข้องกับความรักหรือความสัมพันธ์เชิงชู้สาว (connected or concerned with love or a sexual relationship) สำหรับเชิงวรรณกรรมเเล้วยุคโรเเมนติค (Romantic movement)) นั้นคือ การเเสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดอย่างเเท้จริงโดยไร้กรอบใดใดทั้งสิ้น สำหรับพวกเราเเล้วความโรเเมนติคคงเป็นผลพ่วงความรักที่ทำให้หัวใจผองโต ทำให้วันนั้นของเธอชื่นบานเเละอมยิ้มในตอนบ่่ายที่เเสนยุ่งเหยิงได้ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เเต่เป็นสิ่งเล็กน้อยที่ทำให้กันทุกวันก็ได้

ความรักเเบบคุณปู่คุณย่าที่พวกเรานั้นเคยได้ฟังนั้นช่างละมุนละไมซะเหลือเกินกว่าพวกเขาจะเจอกัน ไหนจะต้องรอจดหมายของอีกฝ่ายวันเเล้ววันเล่า ไหนกว่าจะได้เบอร์โทรไปหาสาวเจ้าเเล้วลุ้นว่าไม่ใช่พ่อของเขาที่รับ ไหนจะความยากลำบากที่พกเขาอดทนต่อสู่มาด้วยกันจนสร้างเนื้อสร้างตัวได้ อย่างไรก็ตามเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนความคิดของเราก็เปลี่ยน ความรักก็เช่นกัน ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่ผลประโยชน์สำหรับตัวเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จากการที่พยายามซ่อมเเซมประคับประคองหรือการยึดมั่นเเค่เพียงคนเดียวไปตลอดกาลนั้นเป็นสิ่งที่เเทบจะไม่พบเห็นในยุคสมัยใหม่

น่าเสียดายที่ความรักของพวกเราในสมัยนี้จึงกลายเป็นรักที่เกิดขึ้นเเละจากกันง่ายดายเหลือเกิน ไม่เพียงเท่านั้นเราต่างต้องการสิ่งที่สมบูรณ์เเบบที่สุดในความรัก เมื่อไม่ใช่เราต่างไม่เสียเวลาที่จะมาแก้ไขและปล่อยให้มันผ่านไป มากไปกว่านั้นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อความสะดวกสบายได้ร่นระยะเวลาเเละระยะทางระหว่างคนสองคน ถึงเเม้การส่งข้อความหากันผ่านเฟสบุ๊คมันจะรวดเร็วกว่าเเต่มันไปลดคุณค่าการอดทนรอคอยจดหมายของคนสองคนไหม การที่วิดิโอคอลหากันมันทำให้การเจอกันลดคุณค่าลงหรือป่าว การเดินเข้าห้างสรรพสินค้ากิน เที่ยว ช้อป จบในวันเดียวมันทำให้คุณค่าของการเดินทางไปที่อื่นด้วยกันลดน้อยลงไหม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รถไฟฟ้ามาหานะเธอ"

นอกจากนั้นสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนั้น การเเต่งงานของผู้มีอันจะกินในสังคมสมัยนี้เป็นเพราะความรักระหว่างคู่บ่าวสาวหรือเพื่อผลประโยชน์ระหว่างสองครอบครัวกันแน่ ผู้หญิงเลือกผู้ชายที่มากพร้อมด้วยเงินทองและหน้าที่การงานในสังคมรวมไปถึงหน้าตา คนยากจนหวังจะเเต่งงานกับผู้มีฐานะเพื่อยกระดับชีวิตให้สุขสบายยิ่งขึ้น โปรโมชั่นเเละสินค้าต่างๆเองก็ทุกสร้างมาเพื่อหาผลประโยชน์จากความรัก เกิดการฉ้อโกงโดยอาศัยความรัก (Romance scam)เพื่อเงินผ่านช่องทางใดทางหนึ่งก็ตาม เช่น การจีบกันผ่านอินเตอร์เน็ตเเล้วล่อลวงทรัพย์สินหรือทำมิดีมิร้าย ดูเหมือนว่าพวกเราต่างก็ฉกฉวยโอกาสจากความรักเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนทั้งนั้น

แต่ความรักยังคงเป็นสิ่งที่หนุ่มสาวในทุกช่วงสมัยต้องการ พวกเขายังคงเฝ้าฝันพร่ำเพ้อลงโซเชี่ยลถึงการได้รักใครสักคนเเละใช้เวลาด้วยกันอย่างมีความสุขบนโลกอันขื่นขม แต่ที่ชวนให้ตั้งคำถามนั้นคงเป็นการมีอยู่ของมัน หรือการมีอยู่ของมันนั้นจะยังคงทำให้พวกเรารู้สึกหวานชื่นได้ไหมหรือมันแปรเปลี่ยนเป็นสถานภาพทางสังคมเเละกำไรเเล้ว

แล้วเธอละคิดว่า

ความรักโรเเมนติคยังมีอยู่ไหมในวันนี้ ?

ก่อนอื่นเมื่อลองย้อนมองกลับไปในสมัยช่วงศตวรรษที่ 18-19 Pamela (The virtue rewarded) เรื่องราวเกี่ยวกับพาเมล่าสาวรับใช้ของคุณบี ซึ่งคุณบีได้กระทำการต่างๆไม่เหมาะสมกับเธออย่างการใช้กำลังเเต่เธอยังคงวางตัวเเละรักษาความดีเอาไว้จนในที่สุดคุณบีก็ขอเเต่งงานเธอ หรืออย่างใน Pride and Prejudice (,Jane Austin) ความรักระหว่างอลิซาเบ็ธและคุณดาร์ซี่ชายหนุ่มผู้หยิ่งยโสผู้ร่ำร่วยพวกเขาเจอกัน ณ งานเต้นรำ ถึงเเม้ตอนเเรกเธอจะเกลียดเขา เเต่เธอก็ได้รับความช่วยเหลือจากเขาเเละสานสัมพันธ์จบจบที่งานวิวาห์ในท้ายที่สุด

pride and prejudice | Tumblr
Mr.Darcy and Elizabeth from Pride and Prejudice (2005)

Jane Eyre (1847,Charlotte Brontë)ชีวิตของเจน แอร์ หญิงสาวกำพร้าพ่อแม่ที่ต้องไปอยู่กับป้าเลี้ยงใจร้าย ต่อมาเธอได้เป็นครูสอนที่ Thornfield และพบรักกับนายโรเชสเตอร์ชายหนุ่มผู้เต็มไปมีปริศนาเงื่อนงำซ่อนอยู่เเละเเต่งงานอยู่ด้วยกันไปในท้ายที่สุด ต่อมาเธอพบความจริงว่าเขาเเต่งงานมาเเล้ว ต่อมาเธอได้พบว่าเขานั้นมีภรรยาที่เสียสติซ่อนอยู่ข้างบนบ้าน เธอออกจากบ้านมาเเล้วกลับไปใหม่พบว่าบ้านนั้นถูกเผาโดยภรรยาคนเก่าที่กระโดดลงมาเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง สุดท้ายเเล้วเธอเเละเขาก็อยู่ด้วยกัน

พวกเราได้เห็นว่าสาวๆทุกนางล้วนเเต่งงานเเละมีชีวิตอยู่กับชายผู้เป็นที่รักในที่ท้ายที่สุด นอกจากนั้นเเล้วทุกนางล้วนมีโอกาสด้อยกว่าชายทั้งสิ้น

Sorry, but Jane Eyre Isn't the Romance You Want It to Be | JSTOR Daily
Jane Eyre (1996)

ใช่ค่ะซิส ความฝันสูงสุดของผู้หญิงในสมัยนั้น คือ การเเต่งงาน

การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเเต่นั้นก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสให้เเก่เพศหญิงเลย พ่อแม่พยายามหาสามีให้ลูกสาวให้ได้ไม่ว่ายังไงก็ตามเเต่ อย่างเช่น Pride and Prejudice ที่ครอบครัวเบ็นเน็ธพยายามเเนะนำลูกสาวของเขาเเก่คุณบิงลี่ย์ หญิงสาวไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้นอนกจากนางฟ้าในเรือน พวกเธอไม่ได้รับอนุญาติที่จะไปไหนมาไหนด้วยตัวเองด้วยซ้ำ ผู้หญิงจะต้องอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนหยั่งรากลึกลงไปในความคิดของผู้คนสมัยนั้น เพศชายกลายเป็นผู้ปกครองอย่างเบ็ดเสร็จเเละเพศหญิงเป็นได้เพียงเเม่ผู้ให้กำเนิดลูกเเละผู้ดูเเลบ้านช่อง หญิงม่ายจากการหย่าร้างถูกเหยียดหยามในสังคม เหล่าสตรีเพศในสมัยนั้นจึงต้องจำทนมือทนตีนสามีไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากหญิงสาวเเต่งงานเเล้วทรัพย์สมบัติของตนเองนั้นจะต้องตกเป็นของสามีทั้งหมด ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์จะมีหน้าที่การงานใดใดเพื่อเลี้ยงชีพเลย ในเมื่อสังคมได้ตีค่าไว้ว่าวันหนึ่งพวกเธอก็ต้องตกเป็นสมบัติของผู้ชายอยู่ดี เธอจะทำงานไปทำไมกัน

Elle Wood from Miss Legally Blonde (2001)

ไม่ใช่ในสมัยนี้ค่ะซิสเราจะไม่ยอมเป็นเเค่นางฟ้าในเรือนอีกต่อไป สิทธิสตรีได้รับการสนับสนุนมากขึ้น มาร์กาเร็ต ฟูลเลอร์ เจ้าของผลงานได้ Woman in the Nineteenth Century ( 1843 )ได้ชี้ให้เห็นถึงความเเตกต่างของสตรีเพศและสนับสนุนการเรียกร้องสิทธิสตรี ในทุกวันนี้ผู้หญิงอย่างเรามีโอกาสในการทำงานเฉกเช่นที่ผู้ชายทำได้ ยกตัวอย่างเช่น เอลล์ วู้ด (Elle Wood) จาก Miss Legally Blonde( 2001 ) ที่แสดงให้ว่าเธอสามารถเรียนจบฮาร์วาร์ดเเละฝึกงานเป็นทนายได้ด้วยความผู้หญิ๊งผู้หญิงไม่เเพ้เเฟนเก่าของเธอที่เข้ามาเรียนที่นี้ หรือแอนดี้ (Andy or Andrea Sachs) จาก The devils wear Prada( 2006 ) ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานของเธอ

(7) Twitter

ใน Crimson Peak (2015)อีดิธ คุชชิ่ง (Edith Cushing) เองที่มีความมุ่งมั่นในการเป็นนักเขียน ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากที่เธอเเต่งงาน ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากที่เธอเเต่งงานเเละย้ายไปอยู่กับคฤหาสน์ตระกูล Sharpe เเละค้นพบถึงความรักอันดำมืดของสองพี่น้อง ซึ่งเธอก็ไม่ยอมทนเป็นเหยื่อของสองพี่น้องนี้ ซิสทั้งหลายคะพวกเรามีตัวเลือกในการใช้ชีวิตที่มากขึ้น เสียงของเราได้รับฟังจากสังคมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเพศชายเเค่เพียงผู้เดียว เราไม่จำเป็นต้องเป็นเเค่นางฟ้าในเรือนสำหรับผู้ชายอีกต่อไปในเมื่อเราสามารถออกไปหาเลี้ยงชีพของเราด้วยเงินของเราเองได้ และในเมื่อเรากำอำนาจของเราไว้ในมือตัวเองเเล้ว เราไม่จำเป็นต้องเป็นเเค่กระสอบทรายทนมือทนตีนใครอีก เราไม่จำเป็นต้องกับความสัมพันธ์เฮงซวยอีกต่อไป ดังนั้นเเล้วความรักนั้นจึงไม่ได้ยาวนานเหมือนเมื่อก่อนกลายเป็นความโรเเมนติคหวานชื่นเเค่ในชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น

At some point you have to realize that some people can stay in your heart but not in your life”

เมื่อถึงจุดหนึ่งคุณต้องตระหนักในใจว่าบางคนอยู่ได้เพียงในหัวใจแต่ไม่ใช่ในชีวิตของคุณ

Anais Nin

แต่ในทางกลับกันความรักที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือไม่สมหวังอาจสามารถมองว่าเป็นเรื่องเเสนจะโรเเมนติคก็ได้ ในเมื่อความสัมพันธ์ของคนสองคนมันสุกงอมที่สุดในช่วงเวลาหนึ่งเเละสักวันหนึ่งจะต้องโรยราไปอยู่ดี การจดจำกันในวันที่ดีที่สุดมันคงดีกว่าอยู่ด้วยกันไปจนไม่มีความรู้สึกอะไรเหลือต่อกันเลยจริงไหม เราอาจจะยังจำรักครั้งเเรกของเราได้เสมอถึงเเม้ว่าในตอนนี้เขาอาจจะไม่อยู๋กับเราเเล้วเเต่กระนั้นเเล้วภาพความทรงจำดีๆระหว่างกันก็ยังคงอยู่ไม่ใช่หรือ อย่างในโรมิโอจูเลียตนั้นพวกเขาอาจไม่ได้ตายเพื่ออยู่กันเเต่พวกเขาเกิดมาเพื่อมีความสุขด้วยกันเเค่ช่วงเเล้วตายจากกันไป

Highly anticipated movie adaptation of JoJo Moyes' Me Before You.

หรืออย่างในนวนิยายชื่อดังโจโจ้ มอยส์ (Jojo Moyes) Me before you เรื่องราวความรักระหว่างหลุยซา คลาร์ค ผู้ดูเเลผู้ป่วย วิลเลี่ยม เกรย์ ผู้ป่วยร่างกายไม่สามารถขยับได้เนื่องจากประสบอุบัติเหตก็ไม่ใช่เรื่องราวที่จบด้วยการเเต่งงาน เเต่เป็นความรักที่พวกเขาสองคนได้ใช้เวลาด้วยกันจนกระทั่งวิลเลี่ยมตัดสินใจการุณยฆาตตนเองไป หรือ La La Land (2016) ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์ของคู่หนุ่มสาวช่างฝันอย่าง มีอา ผู้ฝันถึงการเป็นนักเเสดง เเละเซบาสเตียนที่อยากมีบาร์เเจ๊ซเป็นของตนเอง ถึงเเม้ว่าสุดท้ายเเล้วทั้งคู่จะไม่ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเพราะเเยกกันไปทำตามฝันของตนเอง เเต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งพวกเขาก็เคยรักกัน

Everything about Emma Stone and Ryan Gosling’s latest film is visually dreamy, beginning with Emma’s on point style game.

มากไปกว่านั้นเเล้วความรักในสมัยนี้ไม่ได้จำกัดเเค่ต้องเกิดขึ้นกับคู่รักหญิงชาย เเต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ถึงเเม้ว่ากายภาพของเรานั้นจะมีเเค่หญิงกับชายเเต่เหตใดเล่าที่เราจะต้องจำกัดตัวเองให้รักเพียง ชาย หรือ หญิง เรารักใครสักคนเพราะความเป็นตัวเขาไม่ใช่หรือ ดังนั้นเเล้วไม่ว่าจะเพศไหนก็ไม่เห็นจะเกี่ยว ในปัจจุบันนั้นกลุ่ม LGBT ได้ออกมาเเสดงบทบาททางสังคมไม่เหมือนเช่นเเต่กันที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืด พวกเขาได้ออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆที่พวกเขาพึงได้รับ อย่างการเเก้ไขกฎหมายให้สามารถเเต่งงานร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันมีถึง 28 ประเทศที่ยอมรับการเเต่งงานของเพศเดียวกัน เช่น อังกฤษ เยอรมัน นอร์เวย์ สวีเดน เอกวาดอร์ เป็นต้น

“ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ รักแท้ก็เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นเพศอะไร แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราไม่ได้รักกันมากพอ”

Blue is The Warmest Color

Blue is the warmest color (2013)ภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่ได้รับรางวัลปาล์มทองคำ(2013) ว่าด้วยเรื่องราวความรักระหว่างหญิงสาวสองคน อเดล หญิงสาววัย 15 ที่ตกหลุมรักสาวผมฟ้าซึ่งกำลังศึกษาด้านศิลปะอย่าง เอ็มม่า ถึงเเม้ว่าความสัมพันธ์ของเขาจะไม่ใช่คู่ชายหญิงเเต่ความรู้สึกที่มีให้กันจริงๆก็ไม่ได้น้อยหน้าคนรักคู่ไหนเลย หรือ Call me by your name (2017) ภาพยนตร์น้ำดีฝีมือการกำกับภาพโดย คุณ สยมภู มุกพร้อมดี และผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาเลี่ยน ลูก้า กัวดาญิโน (Luca Guadagnino) เรื่องราวทั้งหมดนั้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี เอลิโอ เเละโอลิเวอร์ ผู้มาพำนักอาศัยในฐานะผู้ช่วยงานวิจัยของพ่อตนเอง

Call Me By Your Name: First excerpt from sequel reveals what happened to Elio and Oliver after summer of love | The Independent

การมีอยู่ของความรักโรเเมนติคหวานชื่นนั้นหากถามถึงการมีอยู่ของมัน ฉันตอบอย่างมั่นใจได้เเน่นอนว่าใช่มันยังคงมีอยู่ เเต่หากถามว่ามันจะอยู่นานได้สักเท่าไหร่ฉันคงไม่มีวันบอกได้ เเละฉันเชื่อว่าคงไม่มีใครรู้ด้วย ถึงเเม้ว่าสภาพเศรษฐกิจหรือโอกาสที่เพิ่มขึ้นนั้นจะทำให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและทัศนคติเปลี่ยนเเปลงเเต่ความรักก็ยังคงเป็นความรักที่ไม่เลือกเหตผลเเละเวลาอยู่ดี ยังคงเป็นความรักที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนเสมอ

สุดท้ายนี้สำหรับเธอที่อาจจะเจอความรักเเล้ว ขอให้รักษาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เเต่หากวันนี้เธอยังไม่ถูกใจกับคนที่เจอหรือยังไม่เจอคนคนนั้นฉันหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้เจอเขาคนนั้น เอ๊ะ ทำไม่ต้องรอล่ะ ในเมื่อเธอก็เดินออกไปหาเขาคนนั้นเองได้นิ 🙂

ป.ล. รูปภาพทั้งหมดมาจากภาพยนตร์

อ้างอิง

https://bbfc.co.uk/releases/call-me-your-name-2017

https://www.imdb.com/title/tt2278871/

http://international.memento-films.com/wp-content/uploads/2017/01/2017-Berlin-emailing-MFI.pdf

https://minimore.com/b/Vr2P0/14

https://www.goodreads.com/book/show/17347634-me-before-you

https://www.simplypsychology.org/maslow.html

Eva Illouz, Consuming the Romantic Utopia: Love and the Cultural Contradictions of Capitalism, (ฺBerkley: University of California Press ,1997).

https://www.metalbridges.com/crimson-peak/

https://www.imdb.com/title/tt0250494/

https://www.imdb.com/title/tt3783958/

https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/books/features/austen-power-200-years-of-pride-and-prejudice-8454448.html

เมื่อบทลำนำแห่ง Game of Thrones ถูกขับขานในยุคปัจจุบัน…

คำเตือน: ในบทความชิ้นนี้มีการสปอยล์ซีรี่ย์บางส่วน

หลังจากที่สถานี HBO ได้ปล่อยซีรี่ย์ภาพยนตร์ Game of Thrones ออกมากนั้นได้เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมเป็นจำนวนมากด้วยองค์ประกอบต่างๆในเรื่องนั้น ทำให้ซีรี่ย์เรื่องนี้ถูกขึ้นเเท่นในดวงใจของใครหลายคน วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าอะไรทำให้ซีรี่ย์เรื่องนี้บูมได้ขนาดนี้

ก่อนจะพูดอะไรๆต่อไปเนี่ยเราขอย้อนกลับไปดูความเป็นมาของเรื่องนี้ซะหน่อย Game of Throne นั้นเป็นภาพยนตร์ซีรี่ย์ที่ดัดแปลงมาจากซีรี่ย์นวนิยายแฟนตาซี Song of Ice and Fire โดย George R.R.Martin ออกอากาศครั้งแรกเมื่อ 17 เมษายน และตอนสุดท้ายเมื่อ 19 พฤกษภาที่ผ่านมา รวมทั้งหมดแล้ว 8 ซีซั่น และ 73 ตอน

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นช่วงประมาณยุคกลาง ในทวีปสมมุติแห่งหนึ่งนาม Westros ซึ่งประกอบด้วย 7 อาณาจักร ได้แก่ Winterfell (ปกครองโดยตระกูล Stark) Riverun(ปกครองโดยตระกูล Tully) Castly Rock(ปกครองโดยตระกูล Lanister) Highgarden (ปกครองโดยตระกูล Tyrell) The Eyrie (ปกครองโดยตระกูล Arryn) Dorne(ปกครองโดยตระกูล Martell) และ Storm’s End (ปกครองโดยตระกูล Baratheon) และทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์จาก King’s landing ทุกที่ดูแลกันด้วยความโอบอ้อมอารีไม่มีสงครามไม่ความแตกแยก กษัตริย์เป็นที่รักใคร่ บ้านเมืองสงบสุข…ก็บ้าแล้ว! ถ้าบ้านเมืองสงบสุขขนาดนี้เรื่องมันจะเกิดได้ไงละ เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อกษัตริย์ Robert Baratheon นั้นสิ้นพระชนม์ลง มหาสงครามเเย่งชิงบัลลังจึงบังเกิดขึ้น

สำหรับเรทติ้งของซีรี่ย์เรื่องนี้นั้นแทบไม่ต้องพูดถึงเพราะสูงอย่างต่อเนื่อง แค่เปิดตอนแรกมาปุ๊บก็ทำเรทติ้งไปถึง 9.0 นอกจากนั้นแล้ว ตอน The Rain of Castamere, Hardhome,Battle of The Bastard นั้นสูงถึง 9.9 (จนกระทั่งถึง ซีซั่น 8 หลายเสียงบอกว่าเกลียดตอนจบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เรทติ้งก็ตกลงอย่างน่าใจหาย) ความฮอตของซีรี่ย์เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ หลายเเบรนด์ยักษ์ใหญ่ เช่น Adidas Oreo Johny Walker Starbuck ก็เกาะกระเเสซีรี่ย์เรื่องนี้อีกด้วย คุณพระ!อะไรมันจะขนาดนี้!

กลับมาที่คำถามของเรากัน ทำไมซีรี่ย์เรื่องนี้ถึงได้บูมขนาดนั้น?

ป.ล. มุมมองในบทความชิ้นนี้จะไม่นับความล้ำสมัยของเทคโนโลยี ความสามารถของนักแสดง

เมื่อเราอยู่ใน Westeros…

Farah Mendelsohn นักวิชาการประวัติศาสตร์และนักเขียนนิยายวิทยศาสตร์และแฟนตาซี ได้แบ่งโลกของแฟนตาซี (Rhetoric of Fantasy) ออกเป็น 4 แบบ ได้แก่ The Portal-quest, The immersive, The intrusive และ The liminal

สำหรับ Game of Thrones นั้นเป็นประเภท Immersive ที่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดนั้นอยู่เเค่ในโลกแฟนตาซีที่ผู้เขียนสร้างขึ้น การบรรยายต่างๆก็ไม่ได้ยาวเป็นรถไฟจากหัวลำโพงไปสุไหงโกลก แต่ให้เราค่อยๆเก็บเล็กผสมน้อยจากข้อมูลต่างๆที่ค่อยๆปรากฏในเรื่อง จึงไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนี้ เมื่อเรื่องราวต่างๆนั้นเกิดเเละวนเวียนอยู่ในโลกใบเดียว Thinning หรือการเสื่อมถอย และความสูญเสียจึงเป็นจุดสำคัญของเรื่อง เหนือไปกว่านั้น คือ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถึงแม้มันจะเกินความคาดหมายของเรา แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้คนจน เมื่อผู้คนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่อเเปลกใหม่ เราเองก็พลอยไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่ (ก็อาจจะไม่ธรรมดามากขนาดนั้น แต่ก็เป็นความรู้สึกปกติเมื่อได้พบเห็น) อาจจะงงๆซักนิด พูดง่ายๆ คือ โลกแฟนตาซีนั้นมันเกินความสามัญธรรมดามาตั้งเเต่เเรกแล้ว ถ้าคนในโลกแฟนตาซีตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่เจอทุกวันเนี่ยมันก็คงจะผิดวิสัยไปหน่อยใช่ไหมละ

ซึ่งจุดนี้เองที่ค่อนข้างเเตกต่างจากเรื่องอื่น เช่น The chronicles of Narnia ที่ลูซี่ตื่นตาตื่นตื่นใจกับโลกใหม่ Spiderwick ที่มีสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดบุกขึ้นบ้าน Harry Potter ที่แฮร์รี่ไม่เคยรู้จักโลกผู้วิเศษมาก่อนเลย ในรูปแบบภาพยนตร์ซีรี่ย์นั้นเราจะอยู่ในฐานะบุคคลที่สามที่คอยเฝ้าดูความเป็นไปของบ้านเมืองเเต่ในขณะเดียวกันรูปแบบของหนังสือนั้นได้นำเสนอเรื่องเเต่ละตอนผ่านมุมมองของตัวละครเเต่ละคนซึ่งนับว่าไม่ได้ท้าทายเเค่ตัวผู้เขียนเเต่ยังท้าทายผู้อ่านอีกด้วย

นอกจากนี้เเล้ว การตาย ของตัวละครในเรื่องนี้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างเเปลกใหม่สำหรับโลกแฟนตาซี หากเราย้อนกลับไปที่ The Lord of The Rings นั้น เราจะเห็นว่าการตายนั้น ถ้าไม่เกิดกับฝั่งตัวร้ายก็จะเกิดกับสิ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมาก ( ในกรณีนี้ของไม่นับการตกร่องเหวของแกนดัล์ฟ เพราะสุดท้ายเขาก็กลับมาอยู่ดี) การกำจัดตัวละครแต่ละตัวในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำสุ่มสี่สุ่มห้า อยากให้ใครไปก็ไป แต่การฆ่า (หรือการพยายามทำให้ตาย) นำไปสู่เรื่องราวสำคัญต่อไป เพื่อป้องกันสิ่งใดสิ่งหนึ่งรั่วไหล หรือมันสมควรถึงจุดจบของเเต่ละคนเเล้วจริงๆ (คนอ่อนแอก็แพ้ไปนั้นแหละ) ไม่เพียงเท่านั้นการตายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในตัวร้ายได้อย่างเดียว (ซึ่งเราก็ไม่สามารถระบุเเน่ชัดว่าใครดีไม่ดีอย่างชัดเจน) แต่มันสามารถเกิดได้กับทุกคน ทุกเมื่อ เช่น การตายของลูกชายร้านขายหมูเพื่อปิดปาก หรือ การที่ Ned Stark โดนตัดหัวทั้งที่ราชินีก็ขอชีวิตไว้แล้ว การตายของ Ned Stark นำไปสู่การเกิดสงครามระหว่าง Winterfell และ King’s landing

ประกอบกับความเป็นช่วงยุคกลางที่และเรื่องราวทั้งหมดนั้นเกิดอยู่ในช่วงสงครามการเฆ่นฆ่ากันจึงนับว่าเป็นเรื่องเเสนธรรมดาเมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องอื่น (แต่ก็เลือดสาดใช้ได้นะ)

มากไปกว่านั้น คือ เรื่องราวทั้งหมดในเรื่องนั้นมีความอิงกับประวัติศาสตร์ (อ้างอิงจากสงครามดอกกุหลาบ หรือ The war of Roses ปี 1998-2028) แถมภาพของยุคกลางก็จัดเต็มม๊ากมากแม้จะไม่ใช่ภาพที่สมจริงตามประวัติศาสตร์ แต่เรื่องราวของ Game of Thrones นั้นเเสดงให้เห็นถึงโลกที่สามารถเกิดขึ้นได้ในมโนคติของคนยุคกลาง พูดง่ายๆ คือ นอกจากมีสงคราม มีท่านลอร์ด ท่านขุน ยังมีการใช้เวทมนตร์ มีมังกร ซึ่งหากลองพิจารณาดูเเล้ว บทบาทของเวทมนตร์ในเรื่องนั้นไม่ได้มีมากนัก ถ้าปรากฏส่วนใหญ่ก็จะเห็นในรูปแบบของผู้ใช้ศาสตร์มืด คุณไสย หรือ ลัทธิ นั้นสะท้อนถึงความเชื่อของคนในยุคกลางต่อการใช้เวทมนตร์ในมุมค่อนข้างลบ หรือแม้กระทั่งมังกรที่บทบาทสำคัญของเรื่องนั้น ก็เป็นตัวเเทนเเห่งการทำลายล้าง เผาให้ราบคาบ ดูเหมือนว่า Game of Thrones นั้นกำลังบอกว่าศาสตร์ใดก็ตามที่เกี่ยวกับเวทมนตร์หรือคุณไสยนั้นล้วนนำมาซึ่งความพินาศ

อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าเรื่องราวเกิดในช่วงสงคราม เราจึงได้เห็นทั้งสิ่งที่เกิดในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นกลเกมการวางแผน การร่วมเป็นพันธมิตร การปลุกกำลังใจของทหาร การทรยศหักหลังของ(อาจนับได้ว่าเป็น)พวกพ้อง และเรายังเห็นผลพวงสิ่งที่เกิดจากสงครามทั้งความอดยากและการสูญเสียชีวิตเหลือคณา การพรากเด็กไปจากอกแม่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน การจับทาส การทำลายทรัพย์สินเเละบ้านเมือง เราได้เห็นทั้งความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่ในตัวผู้คนจากสงครามเเละเช่นเดียวกัน เราเห็นความไร้น้ำจิตน้ำใจจนเเทบไม่เป็นมนุษย์จากสงคราม เรื่องไม่ได้นำเสนอมุมมองของสงครามในเเง่เดียวเท่านั้นเเต่ได้เสนอทั้งโทษเเละคุณของสงครามให้เราได้เห็นอีกด้วย

ผ้าไม่ใช่แค่ขาวกับดำ

จริงอยู่ที่เราอาจจะคุ้นชินกับการที่ธรรมมะย่อมชนะอธรรม คนเลวจะต้องทำแบบนี้ คนดีจะต้องทำอีกแบบนั้น แต่ละคนก็จะรักษาความเป็นตัวเองเเบบนั้นไปตั้งเเต่ต้นยังจบเรื่อง ยกตัวอย่าง เช่น Harry Potter กับ Lord Voldemort อย่างที่เรารู้ Voldemort ชั่วร้ายก็ชั่วร้ายตลอดทั้งเรื่อง ส่วนตัว Harry เองก็ค่อยๆโตมาเรื่อยๆแต่ก็ยัง รักษาจิตใจอันดีงาม และความมุ่งมั่นที่จะต้องปราบ Voldemort ตั้งเเต่ต้นจนจบ

แต่ แต่! Game of Thrones มันไม่ใช่ยังงั้นนะสิคุณ บางทีสองตอนเเรกคุณอาจจะเอ็นดูคนนี้ ต่อมาเขาทำแบบนี้ เราก็เหม็นขี้หน้าเขาไปเลยจ้า หรือ ตอนแรกเราเหม็นขี้หน้าตานี้ม๊ากมาก ต่อมาเรากลับเห็นความดีในภายหลัง บางคนก็ตรงเผงไม่เบนทางไหนเลย หรือ บางคนก็สลับซับซ้อนจนเราจับทางไม่ได้เลยทีเดียว เเต่ละคนเองก็มีเป้าหมายไม่เหมือนกัน หรือบ้างก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา หรือผลประโยชน์ พูดได้เลยว่าตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีใครเป็นคนดีร้อยเปอร์เซนต์ซักคน!

การทำให้ตัวละครนิยายแฟนตาซีมีลักษณะเเบบนี้นอกจากเป็นการสร้างสิ่งแปลกใหม่ในวงการแล้ว ยังทำให้ตัวละครเเต่ละคนนั้นมีความสมจริง เข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้นด้วย เพราะอย่างที่เรารู้ จิตใจของมนุษย์นั้นไม่จีรังยั่งยืน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

นอกจากนั้นแล้วสื่งที่(เกือบ)ทุกตัวละครในเรื่องทำ คือ การกล่าวคำปฏิญาณ การสาบาน การสัญญา แต่เช่นเดียวกันก็เเหกคำสัตย์กันกระจาย (ฮา)ยกตัวอย่าง เช่น Jon Snow ที่กล่าวคำปฏิญานต่อหน่วย Nightwatch เพื่อพิทักษ์ The wall แต่เมื่อรู้ข่าวว่า Theon Greyjoy ยึดแดนเกิด Winterfell และพี่ชายตัวเอง Rob Stark กำลังทำสงคราม ก็พร้อมจะทิ้งหน้าตัวเองเเล้วออกรบ (อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดเหล่าเพื่อนพี่น้องก็ลากกลับมาได้) หรือ บุคคลที่ถือคำสัตย์เถรตรงอย่าง Ned Stark สุดท้ายก็โดนประหารชีวิต หรืออย่าง Theon Greyjoy ที่มีเชื้อสายตระกูล Greyjoy แต่กลับได้รับการเลี้ยงดูจากตระกูล Stark ถ้าเช่นนั้นแล้วชายคนนี้ควรซื่อตรงต่อใครกันเเน่ ตกลงแล้วความคุณธรรมและความสัตย์จริงของมนุษย์นั้นแล้วคืออะไรเเน่ หรือแท้จริงแล้วคุณค่าของความดีนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์กันและสามารถยืดหยุ่นได้กันเเน่

It isn’t a man’s world อำนาจไม่ใช่แค่ของผู้ชาย

หากย้อนกลับไปดูในสมัยของ The Lord of The Ringsของ J.R.R Tolkien นั้น เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าบทบาทของผู้หญิงในเรื่องนั้นน้อยมากถึงมากที่สุด (แถมยังเรียบเเบนอีกต่างหาก!) ในขณะ Game of Thrones นั้นผู้หญิงเองมีบทบาทสำคัญไม้แพ้ผู้ชายเลย เราได้เห็นมารยาร้อยพันเเปดเล่มเกวียน หญิงสาวที่ถือดาบเฉกเช่นชาย ใครที่คิดว่าผู้หญิงนะแสนบอบบาง ไร้ความสามารถ ฉันขอบอกให้เธอคิดใหม่เดี๋ยวนี้!

เเม้ว่าการออกไปทำศึกสงครามในเรื่องหรือการมีตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นของชายเเต่ในเรื่องนั้น ผู้หญิงแต่ละคนก็เเสดงออกถึงบทบาทมากมายไม่เเพ้ชายเลย Game of Thrones พิสูจน์ให้เราเห็นว่าอำนาจ เงินทอง และตำแหน่งนั้นไม่ได้มาจากการเกิดเป็นชาย แต่สามารถมาจากการสมรส ความเสน่หา และเล่ห์เหลี่ยมได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Cersei Lanister ผู้เเต่งงานกับราชา Robert Baratheon และดันให้ลูกชายของตน Joffrey และดำเนินเเผนการต่างๆจนตัวเองได้ครองบัลลังค์ Iron throne หรือ Ros โสเภณีผมสีเพลิงกับหุ่นอันเเสนยั่วยวนที่เต้าไต่ เอ้ย! ไต่เต้าจากอาชีพสเภณีมาเป็นที่ปรึกษาในกับท่านลอร์ดได้

ไม่เพียงเท่านั้นผู้หญิงในเรื่องนี้สามารถจับดาบลุกขึ้นสู้คนได้ค่ะ! ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้พบเจอบ่อยในนวนิยายแฟนตาซีที่ก่อนหน้านี้ผู้หญิงจะปรากฎในภาพของดอกไม้แสนบอบบางต้องการทนุถนอม หรือเป็นเจ้าหญิงที่รอคอยเจ้าชายตามเเบบฉบับเทพนิยายกล่อมเด็ก แต่ ในเรื่องนี้เราเห็นอัศวินหญิง อย่าง Brienne of Tarth ที่ประลองชนะชายและมีฝีดาบที่ร้ายกาจไม่แพ้ชายคนไหน หรือ Arya จากตระกูล Stark ที่ร่ำเรียนดาบเเทนการเรียนเพื่อเติบโตเป็นเเม่ศรีเรือน หรือการต่อสู้ทางจิตใจต่อสิ่งเลวร้ายต่างๆที่เข้ามา เช่น Sansa Stark ที่ทนต่อเรื่องเลวร้ายต่างที่เข้ามาของชีวิตแต่ก็ก้าวผ่านไปได้ในท้ายที่สุด

นอกจากนี้มุมมองเรื่องความรักและเซ็กส์ในเรื่องนั้นก็ถูกทำให้ใกล้เคียงชีวิตจริงที่สุด หากลองเปรียบเทียบกับ The Lord of The Rings (อีกครั้ง) ความรักและเซ็กส์นั้นถูกแบ่งออกเป็นคนละเรื่องเลย ในขณะที่การมีความรักนั้นเป็นสิ่งสวยงามน่าบูชา แต่บทบาทของเซ็กส์ในเรื่องนั้นกับไม่ได้ไปทางเดียวกันเเละถูกกดให้น้อยมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ George R.R.Martin นั้นแสดงให้เราเห็นว่าเซ็กส์เองก็สามารถใช้เป็นข้อผูกมัด และการแสดงอำนาจของผู้หญิง (หรือเพศทางเลือก) ความรักกับเซ็กส์นั้นก็อาจจะไปในทางเดียวกัน หรืออาจจะไม่ก็ได้ ในเรื่องนั้นแต่ละนางก็ไม่ได้มีความเหนียมอายต่อการซัมบะละฮึ่มแต่อย่างใดแต่มันออกจะโจ่งแจ้งด้วยซ้ำ

ถึงเเม้ว่ามิติแปลกใหม่ของโลกแฟนตาซีที่ George R.R. Martin นั้นเขียนขึ้นจะทำให้โลกแฟนตาซีที่เราคุ้นชินกันนั้นผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นการตายของตัวละคร การที่ทุกคนนั้นไม่ใช่ขาวล้วนหรือดำล้วน หรือความสามารถของเพศอื่นนอกเหนือจากชาย แต่นั้นกลับยิ่งทำให้ผู้คนติดตามซีรี่ย์เรื่องนี้มากยิ่งขึ้นจนนับได้ว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามสิ่งนี้อาจกำลังบอกอะไรกับเรามากกว่านั้น หรือโลกที่เรากำลังอยู่นั้นกำลังเสื่อมถอยลงเรื่อยๆเหมือน Westeros กันเเน่

อ้างอิง :

https://www.imdb.com/title/tt0944947/episodes?ref_=tt_eps_yr_mr

http://musebycl.io/film-tv/how-17-brands-got-creative-epic-finale-game-thrones