เมื่อบทลำนำแห่ง Game of Thrones ถูกขับขานในยุคปัจจุบัน…

คำเตือน: ในบทความชิ้นนี้มีการสปอยล์ซีรี่ย์บางส่วน

หลังจากที่สถานี HBO ได้ปล่อยซีรี่ย์ภาพยนตร์ Game of Thrones ออกมากนั้นได้เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมเป็นจำนวนมากด้วยองค์ประกอบต่างๆในเรื่องนั้น ทำให้ซีรี่ย์เรื่องนี้ถูกขึ้นเเท่นในดวงใจของใครหลายคน วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าอะไรทำให้ซีรี่ย์เรื่องนี้บูมได้ขนาดนี้

ก่อนจะพูดอะไรๆต่อไปเนี่ยเราขอย้อนกลับไปดูความเป็นมาของเรื่องนี้ซะหน่อย Game of Throne นั้นเป็นภาพยนตร์ซีรี่ย์ที่ดัดแปลงมาจากซีรี่ย์นวนิยายแฟนตาซี Song of Ice and Fire โดย George R.R.Martin ออกอากาศครั้งแรกเมื่อ 17 เมษายน และตอนสุดท้ายเมื่อ 19 พฤกษภาที่ผ่านมา รวมทั้งหมดแล้ว 8 ซีซั่น และ 73 ตอน

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นช่วงประมาณยุคกลาง ในทวีปสมมุติแห่งหนึ่งนาม Westros ซึ่งประกอบด้วย 7 อาณาจักร ได้แก่ Winterfell (ปกครองโดยตระกูล Stark) Riverun(ปกครองโดยตระกูล Tully) Castly Rock(ปกครองโดยตระกูล Lanister) Highgarden (ปกครองโดยตระกูล Tyrell) The Eyrie (ปกครองโดยตระกูล Arryn) Dorne(ปกครองโดยตระกูล Martell) และ Storm’s End (ปกครองโดยตระกูล Baratheon) และทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์จาก King’s landing ทุกที่ดูแลกันด้วยความโอบอ้อมอารีไม่มีสงครามไม่ความแตกแยก กษัตริย์เป็นที่รักใคร่ บ้านเมืองสงบสุข…ก็บ้าแล้ว! ถ้าบ้านเมืองสงบสุขขนาดนี้เรื่องมันจะเกิดได้ไงละ เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อกษัตริย์ Robert Baratheon นั้นสิ้นพระชนม์ลง มหาสงครามเเย่งชิงบัลลังจึงบังเกิดขึ้น

สำหรับเรทติ้งของซีรี่ย์เรื่องนี้นั้นแทบไม่ต้องพูดถึงเพราะสูงอย่างต่อเนื่อง แค่เปิดตอนแรกมาปุ๊บก็ทำเรทติ้งไปถึง 9.0 นอกจากนั้นแล้ว ตอน The Rain of Castamere, Hardhome,Battle of The Bastard นั้นสูงถึง 9.9 (จนกระทั่งถึง ซีซั่น 8 หลายเสียงบอกว่าเกลียดตอนจบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เรทติ้งก็ตกลงอย่างน่าใจหาย) ความฮอตของซีรี่ย์เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ หลายเเบรนด์ยักษ์ใหญ่ เช่น Adidas Oreo Johny Walker Starbuck ก็เกาะกระเเสซีรี่ย์เรื่องนี้อีกด้วย คุณพระ!อะไรมันจะขนาดนี้!

กลับมาที่คำถามของเรากัน ทำไมซีรี่ย์เรื่องนี้ถึงได้บูมขนาดนั้น?

ป.ล. มุมมองในบทความชิ้นนี้จะไม่นับความล้ำสมัยของเทคโนโลยี ความสามารถของนักแสดง

เมื่อเราอยู่ใน Westeros…

Farah Mendelsohn นักวิชาการประวัติศาสตร์และนักเขียนนิยายวิทยศาสตร์และแฟนตาซี ได้แบ่งโลกของแฟนตาซี (Rhetoric of Fantasy) ออกเป็น 4 แบบ ได้แก่ The Portal-quest, The immersive, The intrusive และ The liminal

สำหรับ Game of Thrones นั้นเป็นประเภท Immersive ที่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดนั้นอยู่เเค่ในโลกแฟนตาซีที่ผู้เขียนสร้างขึ้น การบรรยายต่างๆก็ไม่ได้ยาวเป็นรถไฟจากหัวลำโพงไปสุไหงโกลก แต่ให้เราค่อยๆเก็บเล็กผสมน้อยจากข้อมูลต่างๆที่ค่อยๆปรากฏในเรื่อง จึงไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนี้ เมื่อเรื่องราวต่างๆนั้นเกิดเเละวนเวียนอยู่ในโลกใบเดียว Thinning หรือการเสื่อมถอย และความสูญเสียจึงเป็นจุดสำคัญของเรื่อง เหนือไปกว่านั้น คือ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถึงแม้มันจะเกินความคาดหมายของเรา แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้คนจน เมื่อผู้คนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่อเเปลกใหม่ เราเองก็พลอยไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่ (ก็อาจจะไม่ธรรมดามากขนาดนั้น แต่ก็เป็นความรู้สึกปกติเมื่อได้พบเห็น) อาจจะงงๆซักนิด พูดง่ายๆ คือ โลกแฟนตาซีนั้นมันเกินความสามัญธรรมดามาตั้งเเต่เเรกแล้ว ถ้าคนในโลกแฟนตาซีตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่เจอทุกวันเนี่ยมันก็คงจะผิดวิสัยไปหน่อยใช่ไหมละ

ซึ่งจุดนี้เองที่ค่อนข้างเเตกต่างจากเรื่องอื่น เช่น The chronicles of Narnia ที่ลูซี่ตื่นตาตื่นตื่นใจกับโลกใหม่ Spiderwick ที่มีสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดบุกขึ้นบ้าน Harry Potter ที่แฮร์รี่ไม่เคยรู้จักโลกผู้วิเศษมาก่อนเลย ในรูปแบบภาพยนตร์ซีรี่ย์นั้นเราจะอยู่ในฐานะบุคคลที่สามที่คอยเฝ้าดูความเป็นไปของบ้านเมืองเเต่ในขณะเดียวกันรูปแบบของหนังสือนั้นได้นำเสนอเรื่องเเต่ละตอนผ่านมุมมองของตัวละครเเต่ละคนซึ่งนับว่าไม่ได้ท้าทายเเค่ตัวผู้เขียนเเต่ยังท้าทายผู้อ่านอีกด้วย

นอกจากนี้เเล้ว การตาย ของตัวละครในเรื่องนี้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างเเปลกใหม่สำหรับโลกแฟนตาซี หากเราย้อนกลับไปที่ The Lord of The Rings นั้น เราจะเห็นว่าการตายนั้น ถ้าไม่เกิดกับฝั่งตัวร้ายก็จะเกิดกับสิ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมาก ( ในกรณีนี้ของไม่นับการตกร่องเหวของแกนดัล์ฟ เพราะสุดท้ายเขาก็กลับมาอยู่ดี) การกำจัดตัวละครแต่ละตัวในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำสุ่มสี่สุ่มห้า อยากให้ใครไปก็ไป แต่การฆ่า (หรือการพยายามทำให้ตาย) นำไปสู่เรื่องราวสำคัญต่อไป เพื่อป้องกันสิ่งใดสิ่งหนึ่งรั่วไหล หรือมันสมควรถึงจุดจบของเเต่ละคนเเล้วจริงๆ (คนอ่อนแอก็แพ้ไปนั้นแหละ) ไม่เพียงเท่านั้นการตายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในตัวร้ายได้อย่างเดียว (ซึ่งเราก็ไม่สามารถระบุเเน่ชัดว่าใครดีไม่ดีอย่างชัดเจน) แต่มันสามารถเกิดได้กับทุกคน ทุกเมื่อ เช่น การตายของลูกชายร้านขายหมูเพื่อปิดปาก หรือ การที่ Ned Stark โดนตัดหัวทั้งที่ราชินีก็ขอชีวิตไว้แล้ว การตายของ Ned Stark นำไปสู่การเกิดสงครามระหว่าง Winterfell และ King’s landing

ประกอบกับความเป็นช่วงยุคกลางที่และเรื่องราวทั้งหมดนั้นเกิดอยู่ในช่วงสงครามการเฆ่นฆ่ากันจึงนับว่าเป็นเรื่องเเสนธรรมดาเมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องอื่น (แต่ก็เลือดสาดใช้ได้นะ)

มากไปกว่านั้น คือ เรื่องราวทั้งหมดในเรื่องนั้นมีความอิงกับประวัติศาสตร์ (อ้างอิงจากสงครามดอกกุหลาบ หรือ The war of Roses ปี 1998-2028) แถมภาพของยุคกลางก็จัดเต็มม๊ากมากแม้จะไม่ใช่ภาพที่สมจริงตามประวัติศาสตร์ แต่เรื่องราวของ Game of Thrones นั้นเเสดงให้เห็นถึงโลกที่สามารถเกิดขึ้นได้ในมโนคติของคนยุคกลาง พูดง่ายๆ คือ นอกจากมีสงคราม มีท่านลอร์ด ท่านขุน ยังมีการใช้เวทมนตร์ มีมังกร ซึ่งหากลองพิจารณาดูเเล้ว บทบาทของเวทมนตร์ในเรื่องนั้นไม่ได้มีมากนัก ถ้าปรากฏส่วนใหญ่ก็จะเห็นในรูปแบบของผู้ใช้ศาสตร์มืด คุณไสย หรือ ลัทธิ นั้นสะท้อนถึงความเชื่อของคนในยุคกลางต่อการใช้เวทมนตร์ในมุมค่อนข้างลบ หรือแม้กระทั่งมังกรที่บทบาทสำคัญของเรื่องนั้น ก็เป็นตัวเเทนเเห่งการทำลายล้าง เผาให้ราบคาบ ดูเหมือนว่า Game of Thrones นั้นกำลังบอกว่าศาสตร์ใดก็ตามที่เกี่ยวกับเวทมนตร์หรือคุณไสยนั้นล้วนนำมาซึ่งความพินาศ

อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าเรื่องราวเกิดในช่วงสงคราม เราจึงได้เห็นทั้งสิ่งที่เกิดในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นกลเกมการวางแผน การร่วมเป็นพันธมิตร การปลุกกำลังใจของทหาร การทรยศหักหลังของ(อาจนับได้ว่าเป็น)พวกพ้อง และเรายังเห็นผลพวงสิ่งที่เกิดจากสงครามทั้งความอดยากและการสูญเสียชีวิตเหลือคณา การพรากเด็กไปจากอกแม่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน การจับทาส การทำลายทรัพย์สินเเละบ้านเมือง เราได้เห็นทั้งความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่ในตัวผู้คนจากสงครามเเละเช่นเดียวกัน เราเห็นความไร้น้ำจิตน้ำใจจนเเทบไม่เป็นมนุษย์จากสงคราม เรื่องไม่ได้นำเสนอมุมมองของสงครามในเเง่เดียวเท่านั้นเเต่ได้เสนอทั้งโทษเเละคุณของสงครามให้เราได้เห็นอีกด้วย

ผ้าไม่ใช่แค่ขาวกับดำ

จริงอยู่ที่เราอาจจะคุ้นชินกับการที่ธรรมมะย่อมชนะอธรรม คนเลวจะต้องทำแบบนี้ คนดีจะต้องทำอีกแบบนั้น แต่ละคนก็จะรักษาความเป็นตัวเองเเบบนั้นไปตั้งเเต่ต้นยังจบเรื่อง ยกตัวอย่าง เช่น Harry Potter กับ Lord Voldemort อย่างที่เรารู้ Voldemort ชั่วร้ายก็ชั่วร้ายตลอดทั้งเรื่อง ส่วนตัว Harry เองก็ค่อยๆโตมาเรื่อยๆแต่ก็ยัง รักษาจิตใจอันดีงาม และความมุ่งมั่นที่จะต้องปราบ Voldemort ตั้งเเต่ต้นจนจบ

แต่ แต่! Game of Thrones มันไม่ใช่ยังงั้นนะสิคุณ บางทีสองตอนเเรกคุณอาจจะเอ็นดูคนนี้ ต่อมาเขาทำแบบนี้ เราก็เหม็นขี้หน้าเขาไปเลยจ้า หรือ ตอนแรกเราเหม็นขี้หน้าตานี้ม๊ากมาก ต่อมาเรากลับเห็นความดีในภายหลัง บางคนก็ตรงเผงไม่เบนทางไหนเลย หรือ บางคนก็สลับซับซ้อนจนเราจับทางไม่ได้เลยทีเดียว เเต่ละคนเองก็มีเป้าหมายไม่เหมือนกัน หรือบ้างก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา หรือผลประโยชน์ พูดได้เลยว่าตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีใครเป็นคนดีร้อยเปอร์เซนต์ซักคน!

การทำให้ตัวละครนิยายแฟนตาซีมีลักษณะเเบบนี้นอกจากเป็นการสร้างสิ่งแปลกใหม่ในวงการแล้ว ยังทำให้ตัวละครเเต่ละคนนั้นมีความสมจริง เข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้นด้วย เพราะอย่างที่เรารู้ จิตใจของมนุษย์นั้นไม่จีรังยั่งยืน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

นอกจากนั้นแล้วสื่งที่(เกือบ)ทุกตัวละครในเรื่องทำ คือ การกล่าวคำปฏิญาณ การสาบาน การสัญญา แต่เช่นเดียวกันก็เเหกคำสัตย์กันกระจาย (ฮา)ยกตัวอย่าง เช่น Jon Snow ที่กล่าวคำปฏิญานต่อหน่วย Nightwatch เพื่อพิทักษ์ The wall แต่เมื่อรู้ข่าวว่า Theon Greyjoy ยึดแดนเกิด Winterfell และพี่ชายตัวเอง Rob Stark กำลังทำสงคราม ก็พร้อมจะทิ้งหน้าตัวเองเเล้วออกรบ (อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดเหล่าเพื่อนพี่น้องก็ลากกลับมาได้) หรือ บุคคลที่ถือคำสัตย์เถรตรงอย่าง Ned Stark สุดท้ายก็โดนประหารชีวิต หรืออย่าง Theon Greyjoy ที่มีเชื้อสายตระกูล Greyjoy แต่กลับได้รับการเลี้ยงดูจากตระกูล Stark ถ้าเช่นนั้นแล้วชายคนนี้ควรซื่อตรงต่อใครกันเเน่ ตกลงแล้วความคุณธรรมและความสัตย์จริงของมนุษย์นั้นแล้วคืออะไรเเน่ หรือแท้จริงแล้วคุณค่าของความดีนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์กันและสามารถยืดหยุ่นได้กันเเน่

It isn’t a man’s world อำนาจไม่ใช่แค่ของผู้ชาย

หากย้อนกลับไปดูในสมัยของ The Lord of The Ringsของ J.R.R Tolkien นั้น เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าบทบาทของผู้หญิงในเรื่องนั้นน้อยมากถึงมากที่สุด (แถมยังเรียบเเบนอีกต่างหาก!) ในขณะ Game of Thrones นั้นผู้หญิงเองมีบทบาทสำคัญไม้แพ้ผู้ชายเลย เราได้เห็นมารยาร้อยพันเเปดเล่มเกวียน หญิงสาวที่ถือดาบเฉกเช่นชาย ใครที่คิดว่าผู้หญิงนะแสนบอบบาง ไร้ความสามารถ ฉันขอบอกให้เธอคิดใหม่เดี๋ยวนี้!

เเม้ว่าการออกไปทำศึกสงครามในเรื่องหรือการมีตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นของชายเเต่ในเรื่องนั้น ผู้หญิงแต่ละคนก็เเสดงออกถึงบทบาทมากมายไม่เเพ้ชายเลย Game of Thrones พิสูจน์ให้เราเห็นว่าอำนาจ เงินทอง และตำแหน่งนั้นไม่ได้มาจากการเกิดเป็นชาย แต่สามารถมาจากการสมรส ความเสน่หา และเล่ห์เหลี่ยมได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Cersei Lanister ผู้เเต่งงานกับราชา Robert Baratheon และดันให้ลูกชายของตน Joffrey และดำเนินเเผนการต่างๆจนตัวเองได้ครองบัลลังค์ Iron throne หรือ Ros โสเภณีผมสีเพลิงกับหุ่นอันเเสนยั่วยวนที่เต้าไต่ เอ้ย! ไต่เต้าจากอาชีพสเภณีมาเป็นที่ปรึกษาในกับท่านลอร์ดได้

ไม่เพียงเท่านั้นผู้หญิงในเรื่องนี้สามารถจับดาบลุกขึ้นสู้คนได้ค่ะ! ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้พบเจอบ่อยในนวนิยายแฟนตาซีที่ก่อนหน้านี้ผู้หญิงจะปรากฎในภาพของดอกไม้แสนบอบบางต้องการทนุถนอม หรือเป็นเจ้าหญิงที่รอคอยเจ้าชายตามเเบบฉบับเทพนิยายกล่อมเด็ก แต่ ในเรื่องนี้เราเห็นอัศวินหญิง อย่าง Brienne of Tarth ที่ประลองชนะชายและมีฝีดาบที่ร้ายกาจไม่แพ้ชายคนไหน หรือ Arya จากตระกูล Stark ที่ร่ำเรียนดาบเเทนการเรียนเพื่อเติบโตเป็นเเม่ศรีเรือน หรือการต่อสู้ทางจิตใจต่อสิ่งเลวร้ายต่างๆที่เข้ามา เช่น Sansa Stark ที่ทนต่อเรื่องเลวร้ายต่างที่เข้ามาของชีวิตแต่ก็ก้าวผ่านไปได้ในท้ายที่สุด

นอกจากนี้มุมมองเรื่องความรักและเซ็กส์ในเรื่องนั้นก็ถูกทำให้ใกล้เคียงชีวิตจริงที่สุด หากลองเปรียบเทียบกับ The Lord of The Rings (อีกครั้ง) ความรักและเซ็กส์นั้นถูกแบ่งออกเป็นคนละเรื่องเลย ในขณะที่การมีความรักนั้นเป็นสิ่งสวยงามน่าบูชา แต่บทบาทของเซ็กส์ในเรื่องนั้นกับไม่ได้ไปทางเดียวกันเเละถูกกดให้น้อยมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ George R.R.Martin นั้นแสดงให้เราเห็นว่าเซ็กส์เองก็สามารถใช้เป็นข้อผูกมัด และการแสดงอำนาจของผู้หญิง (หรือเพศทางเลือก) ความรักกับเซ็กส์นั้นก็อาจจะไปในทางเดียวกัน หรืออาจจะไม่ก็ได้ ในเรื่องนั้นแต่ละนางก็ไม่ได้มีความเหนียมอายต่อการซัมบะละฮึ่มแต่อย่างใดแต่มันออกจะโจ่งแจ้งด้วยซ้ำ

ถึงเเม้ว่ามิติแปลกใหม่ของโลกแฟนตาซีที่ George R.R. Martin นั้นเขียนขึ้นจะทำให้โลกแฟนตาซีที่เราคุ้นชินกันนั้นผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นการตายของตัวละคร การที่ทุกคนนั้นไม่ใช่ขาวล้วนหรือดำล้วน หรือความสามารถของเพศอื่นนอกเหนือจากชาย แต่นั้นกลับยิ่งทำให้ผู้คนติดตามซีรี่ย์เรื่องนี้มากยิ่งขึ้นจนนับได้ว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามสิ่งนี้อาจกำลังบอกอะไรกับเรามากกว่านั้น หรือโลกที่เรากำลังอยู่นั้นกำลังเสื่อมถอยลงเรื่อยๆเหมือน Westeros กันเเน่

อ้างอิง :

https://www.imdb.com/title/tt0944947/episodes?ref_=tt_eps_yr_mr

http://musebycl.io/film-tv/how-17-brands-got-creative-epic-finale-game-thrones