Where is the love? :ความรักยังมีอยู่ไหมในยุคสมัยที่เเปรเปลี่ยน

หากวิทยศาสตร์นั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกของเรานั้นหมุนด้วยเเรงดึงดูดและเเรงโน้มถ่วงแล้วนั้นฉันคงคิดว่าโลกของเราหมุนด้วยความรัก ความรักถูกจัดเป็นความต้องการพื้นฐานด้านจิตใจของมนุษย์ตามสามเหลี่ยมความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy needs ) ซึ่งความต้องการพื้นฐานลำดับเเรกๆ (นับจากล่างนั้น) จำเป็นต้องถูกเติมเต็มก่อนถึงจะสามารถไปสู่ความต้องการที่สูงขึ้นได้ ดังนั้นจึงไม่เเปลกเลยที่ความรักหรือความสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับพวกเรา

maslow's hierarchy of needs five stage pyramid
Maslow’s hierarchy needs triangle หรือทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์

ความรักเเละความต้องการจะเป็นเจ้าของนั้นเริ่มต้นจากสถาบันพื้นฐานที่สุดของพวกเรา คือ ครอบครัว พวกเราต้องการความรักความห่วงใยตั้งเเต่เรายังไม่สามารถจำความได้ ยากตัวอย่างเช่นช่วงห้าหกเดือนเเรกที่เราเกิดมานั้นเราค่อยๆเรียนรู้ความสัมพันธ์ผ่านสมาชิกในครอบครัว เเต่เราไม่ได้ต้องการเพียงเท่านั้น ด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เรายังต้องการพบปะผู้คน พวกเราต้องการเพื่อนฝูงใครสักคนที่สามารถไว้ใจเเละเมื่อเราเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเราก็เริ่มต้องการใครสักที่เราจะรักเขาได้ ใครสักคนที่จะทำให้เรารู้จักความรักที่ทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย

อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่ว่าเมื่อเธอเเตกหนุ่มหรือแตกสาว พอเดินออกจากบ้านจะเจอคนถูกชะตาปุ๊บคบปั๊บมีความสุขเเฮปปี้เอ็นดิ้ง เราไม่ใช่นกยูงที่จะสามารถรำเเพนหางได้อย่างเตะตา ความรักของพวกเรามันไม่ง่ายดายขนาดนั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าความรักจะเข้ามาหาเราเมื่อไหร่ หรือความรู้จักมักคุ้นต่อกันมาเนิ่นนานจะเปลี่ยนเป็นความรักเมื่อไหร่ บ้างก็ว่าไร้เหตุผลสิ้นดี บ้างก็ว่านี้เเหละคือรัก

“The heart has it reasons whereof reason knows nothing”

หัวใจมีเหตุผลที่เหตุผลไม่รู้จัก

Blaise Pascal

ดังนั้นเราจึงสร้างสรรค์สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยาย ภาพยนตร์ เพลง หรือ บทกลอน เพื่อปลอบประโลมหัวใจทดแทนการออกไปหาเจ้าความรักนี้จริงๆ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็มีมานมนานเเล้ว เมื่อพูดถึงรักเเล้วความโรเเมนติคเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แล้วความโรเเมนติค (Romantic) มันคืออะไรกั๊นอะไรกัน แค่เจอหน้าพบกันมันไม่ได้เหรอ

ตาม Oxford learner’s dictionary ให้ความหมายโรเเมนติค (Romantic) ว่าเกี่ยวข้องกับความรักหรือความสัมพันธ์เชิงชู้สาว (connected or concerned with love or a sexual relationship) สำหรับเชิงวรรณกรรมเเล้วยุคโรเเมนติค (Romantic movement)) นั้นคือ การเเสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดอย่างเเท้จริงโดยไร้กรอบใดใดทั้งสิ้น สำหรับพวกเราเเล้วความโรเเมนติคคงเป็นผลพ่วงความรักที่ทำให้หัวใจผองโต ทำให้วันนั้นของเธอชื่นบานเเละอมยิ้มในตอนบ่่ายที่เเสนยุ่งเหยิงได้ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เเต่เป็นสิ่งเล็กน้อยที่ทำให้กันทุกวันก็ได้

ความรักเเบบคุณปู่คุณย่าที่พวกเรานั้นเคยได้ฟังนั้นช่างละมุนละไมซะเหลือเกินกว่าพวกเขาจะเจอกัน ไหนจะต้องรอจดหมายของอีกฝ่ายวันเเล้ววันเล่า ไหนกว่าจะได้เบอร์โทรไปหาสาวเจ้าเเล้วลุ้นว่าไม่ใช่พ่อของเขาที่รับ ไหนจะความยากลำบากที่พกเขาอดทนต่อสู่มาด้วยกันจนสร้างเนื้อสร้างตัวได้ อย่างไรก็ตามเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนความคิดของเราก็เปลี่ยน ความรักก็เช่นกัน ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่ผลประโยชน์สำหรับตัวเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จากการที่พยายามซ่อมเเซมประคับประคองหรือการยึดมั่นเเค่เพียงคนเดียวไปตลอดกาลนั้นเป็นสิ่งที่เเทบจะไม่พบเห็นในยุคสมัยใหม่

น่าเสียดายที่ความรักของพวกเราในสมัยนี้จึงกลายเป็นรักที่เกิดขึ้นเเละจากกันง่ายดายเหลือเกิน ไม่เพียงเท่านั้นเราต่างต้องการสิ่งที่สมบูรณ์เเบบที่สุดในความรัก เมื่อไม่ใช่เราต่างไม่เสียเวลาที่จะมาแก้ไขและปล่อยให้มันผ่านไป มากไปกว่านั้นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อความสะดวกสบายได้ร่นระยะเวลาเเละระยะทางระหว่างคนสองคน ถึงเเม้การส่งข้อความหากันผ่านเฟสบุ๊คมันจะรวดเร็วกว่าเเต่มันไปลดคุณค่าการอดทนรอคอยจดหมายของคนสองคนไหม การที่วิดิโอคอลหากันมันทำให้การเจอกันลดคุณค่าลงหรือป่าว การเดินเข้าห้างสรรพสินค้ากิน เที่ยว ช้อป จบในวันเดียวมันทำให้คุณค่าของการเดินทางไปที่อื่นด้วยกันลดน้อยลงไหม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รถไฟฟ้ามาหานะเธอ"

นอกจากนั้นสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนั้น การเเต่งงานของผู้มีอันจะกินในสังคมสมัยนี้เป็นเพราะความรักระหว่างคู่บ่าวสาวหรือเพื่อผลประโยชน์ระหว่างสองครอบครัวกันแน่ ผู้หญิงเลือกผู้ชายที่มากพร้อมด้วยเงินทองและหน้าที่การงานในสังคมรวมไปถึงหน้าตา คนยากจนหวังจะเเต่งงานกับผู้มีฐานะเพื่อยกระดับชีวิตให้สุขสบายยิ่งขึ้น โปรโมชั่นเเละสินค้าต่างๆเองก็ทุกสร้างมาเพื่อหาผลประโยชน์จากความรัก เกิดการฉ้อโกงโดยอาศัยความรัก (Romance scam)เพื่อเงินผ่านช่องทางใดทางหนึ่งก็ตาม เช่น การจีบกันผ่านอินเตอร์เน็ตเเล้วล่อลวงทรัพย์สินหรือทำมิดีมิร้าย ดูเหมือนว่าพวกเราต่างก็ฉกฉวยโอกาสจากความรักเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนทั้งนั้น

แต่ความรักยังคงเป็นสิ่งที่หนุ่มสาวในทุกช่วงสมัยต้องการ พวกเขายังคงเฝ้าฝันพร่ำเพ้อลงโซเชี่ยลถึงการได้รักใครสักคนเเละใช้เวลาด้วยกันอย่างมีความสุขบนโลกอันขื่นขม แต่ที่ชวนให้ตั้งคำถามนั้นคงเป็นการมีอยู่ของมัน หรือการมีอยู่ของมันนั้นจะยังคงทำให้พวกเรารู้สึกหวานชื่นได้ไหมหรือมันแปรเปลี่ยนเป็นสถานภาพทางสังคมเเละกำไรเเล้ว

แล้วเธอละคิดว่า

ความรักโรเเมนติคยังมีอยู่ไหมในวันนี้ ?

ก่อนอื่นเมื่อลองย้อนมองกลับไปในสมัยช่วงศตวรรษที่ 18-19 Pamela (The virtue rewarded) เรื่องราวเกี่ยวกับพาเมล่าสาวรับใช้ของคุณบี ซึ่งคุณบีได้กระทำการต่างๆไม่เหมาะสมกับเธออย่างการใช้กำลังเเต่เธอยังคงวางตัวเเละรักษาความดีเอาไว้จนในที่สุดคุณบีก็ขอเเต่งงานเธอ หรืออย่างใน Pride and Prejudice (,Jane Austin) ความรักระหว่างอลิซาเบ็ธและคุณดาร์ซี่ชายหนุ่มผู้หยิ่งยโสผู้ร่ำร่วยพวกเขาเจอกัน ณ งานเต้นรำ ถึงเเม้ตอนเเรกเธอจะเกลียดเขา เเต่เธอก็ได้รับความช่วยเหลือจากเขาเเละสานสัมพันธ์จบจบที่งานวิวาห์ในท้ายที่สุด

pride and prejudice | Tumblr
Mr.Darcy and Elizabeth from Pride and Prejudice (2005)

Jane Eyre (1847,Charlotte Brontë)ชีวิตของเจน แอร์ หญิงสาวกำพร้าพ่อแม่ที่ต้องไปอยู่กับป้าเลี้ยงใจร้าย ต่อมาเธอได้เป็นครูสอนที่ Thornfield และพบรักกับนายโรเชสเตอร์ชายหนุ่มผู้เต็มไปมีปริศนาเงื่อนงำซ่อนอยู่เเละเเต่งงานอยู่ด้วยกันไปในท้ายที่สุด ต่อมาเธอพบความจริงว่าเขาเเต่งงานมาเเล้ว ต่อมาเธอได้พบว่าเขานั้นมีภรรยาที่เสียสติซ่อนอยู่ข้างบนบ้าน เธอออกจากบ้านมาเเล้วกลับไปใหม่พบว่าบ้านนั้นถูกเผาโดยภรรยาคนเก่าที่กระโดดลงมาเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง สุดท้ายเเล้วเธอเเละเขาก็อยู่ด้วยกัน

พวกเราได้เห็นว่าสาวๆทุกนางล้วนเเต่งงานเเละมีชีวิตอยู่กับชายผู้เป็นที่รักในที่ท้ายที่สุด นอกจากนั้นเเล้วทุกนางล้วนมีโอกาสด้อยกว่าชายทั้งสิ้น

Sorry, but Jane Eyre Isn't the Romance You Want It to Be | JSTOR Daily
Jane Eyre (1996)

ใช่ค่ะซิส ความฝันสูงสุดของผู้หญิงในสมัยนั้น คือ การเเต่งงาน

การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเเต่นั้นก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสให้เเก่เพศหญิงเลย พ่อแม่พยายามหาสามีให้ลูกสาวให้ได้ไม่ว่ายังไงก็ตามเเต่ อย่างเช่น Pride and Prejudice ที่ครอบครัวเบ็นเน็ธพยายามเเนะนำลูกสาวของเขาเเก่คุณบิงลี่ย์ หญิงสาวไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้นอนกจากนางฟ้าในเรือน พวกเธอไม่ได้รับอนุญาติที่จะไปไหนมาไหนด้วยตัวเองด้วยซ้ำ ผู้หญิงจะต้องอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนหยั่งรากลึกลงไปในความคิดของผู้คนสมัยนั้น เพศชายกลายเป็นผู้ปกครองอย่างเบ็ดเสร็จเเละเพศหญิงเป็นได้เพียงเเม่ผู้ให้กำเนิดลูกเเละผู้ดูเเลบ้านช่อง หญิงม่ายจากการหย่าร้างถูกเหยียดหยามในสังคม เหล่าสตรีเพศในสมัยนั้นจึงต้องจำทนมือทนตีนสามีไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากหญิงสาวเเต่งงานเเล้วทรัพย์สมบัติของตนเองนั้นจะต้องตกเป็นของสามีทั้งหมด ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์จะมีหน้าที่การงานใดใดเพื่อเลี้ยงชีพเลย ในเมื่อสังคมได้ตีค่าไว้ว่าวันหนึ่งพวกเธอก็ต้องตกเป็นสมบัติของผู้ชายอยู่ดี เธอจะทำงานไปทำไมกัน

Elle Wood from Miss Legally Blonde (2001)

ไม่ใช่ในสมัยนี้ค่ะซิสเราจะไม่ยอมเป็นเเค่นางฟ้าในเรือนอีกต่อไป สิทธิสตรีได้รับการสนับสนุนมากขึ้น มาร์กาเร็ต ฟูลเลอร์ เจ้าของผลงานได้ Woman in the Nineteenth Century ( 1843 )ได้ชี้ให้เห็นถึงความเเตกต่างของสตรีเพศและสนับสนุนการเรียกร้องสิทธิสตรี ในทุกวันนี้ผู้หญิงอย่างเรามีโอกาสในการทำงานเฉกเช่นที่ผู้ชายทำได้ ยกตัวอย่างเช่น เอลล์ วู้ด (Elle Wood) จาก Miss Legally Blonde( 2001 ) ที่แสดงให้ว่าเธอสามารถเรียนจบฮาร์วาร์ดเเละฝึกงานเป็นทนายได้ด้วยความผู้หญิ๊งผู้หญิงไม่เเพ้เเฟนเก่าของเธอที่เข้ามาเรียนที่นี้ หรือแอนดี้ (Andy or Andrea Sachs) จาก The devils wear Prada( 2006 ) ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานของเธอ

(7) Twitter

ใน Crimson Peak (2015)อีดิธ คุชชิ่ง (Edith Cushing) เองที่มีความมุ่งมั่นในการเป็นนักเขียน ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากที่เธอเเต่งงาน ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากที่เธอเเต่งงานเเละย้ายไปอยู่กับคฤหาสน์ตระกูล Sharpe เเละค้นพบถึงความรักอันดำมืดของสองพี่น้อง ซึ่งเธอก็ไม่ยอมทนเป็นเหยื่อของสองพี่น้องนี้ ซิสทั้งหลายคะพวกเรามีตัวเลือกในการใช้ชีวิตที่มากขึ้น เสียงของเราได้รับฟังจากสังคมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเพศชายเเค่เพียงผู้เดียว เราไม่จำเป็นต้องเป็นเเค่นางฟ้าในเรือนสำหรับผู้ชายอีกต่อไปในเมื่อเราสามารถออกไปหาเลี้ยงชีพของเราด้วยเงินของเราเองได้ และในเมื่อเรากำอำนาจของเราไว้ในมือตัวเองเเล้ว เราไม่จำเป็นต้องเป็นเเค่กระสอบทรายทนมือทนตีนใครอีก เราไม่จำเป็นต้องกับความสัมพันธ์เฮงซวยอีกต่อไป ดังนั้นเเล้วความรักนั้นจึงไม่ได้ยาวนานเหมือนเมื่อก่อนกลายเป็นความโรเเมนติคหวานชื่นเเค่ในชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น

At some point you have to realize that some people can stay in your heart but not in your life”

เมื่อถึงจุดหนึ่งคุณต้องตระหนักในใจว่าบางคนอยู่ได้เพียงในหัวใจแต่ไม่ใช่ในชีวิตของคุณ

Anais Nin

แต่ในทางกลับกันความรักที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือไม่สมหวังอาจสามารถมองว่าเป็นเรื่องเเสนจะโรเเมนติคก็ได้ ในเมื่อความสัมพันธ์ของคนสองคนมันสุกงอมที่สุดในช่วงเวลาหนึ่งเเละสักวันหนึ่งจะต้องโรยราไปอยู่ดี การจดจำกันในวันที่ดีที่สุดมันคงดีกว่าอยู่ด้วยกันไปจนไม่มีความรู้สึกอะไรเหลือต่อกันเลยจริงไหม เราอาจจะยังจำรักครั้งเเรกของเราได้เสมอถึงเเม้ว่าในตอนนี้เขาอาจจะไม่อยู๋กับเราเเล้วเเต่กระนั้นเเล้วภาพความทรงจำดีๆระหว่างกันก็ยังคงอยู่ไม่ใช่หรือ อย่างในโรมิโอจูเลียตนั้นพวกเขาอาจไม่ได้ตายเพื่ออยู่กันเเต่พวกเขาเกิดมาเพื่อมีความสุขด้วยกันเเค่ช่วงเเล้วตายจากกันไป

Highly anticipated movie adaptation of JoJo Moyes' Me Before You.

หรืออย่างในนวนิยายชื่อดังโจโจ้ มอยส์ (Jojo Moyes) Me before you เรื่องราวความรักระหว่างหลุยซา คลาร์ค ผู้ดูเเลผู้ป่วย วิลเลี่ยม เกรย์ ผู้ป่วยร่างกายไม่สามารถขยับได้เนื่องจากประสบอุบัติเหตก็ไม่ใช่เรื่องราวที่จบด้วยการเเต่งงาน เเต่เป็นความรักที่พวกเขาสองคนได้ใช้เวลาด้วยกันจนกระทั่งวิลเลี่ยมตัดสินใจการุณยฆาตตนเองไป หรือ La La Land (2016) ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์ของคู่หนุ่มสาวช่างฝันอย่าง มีอา ผู้ฝันถึงการเป็นนักเเสดง เเละเซบาสเตียนที่อยากมีบาร์เเจ๊ซเป็นของตนเอง ถึงเเม้ว่าสุดท้ายเเล้วทั้งคู่จะไม่ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเพราะเเยกกันไปทำตามฝันของตนเอง เเต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งพวกเขาก็เคยรักกัน

Everything about Emma Stone and Ryan Gosling’s latest film is visually dreamy, beginning with Emma’s on point style game.

มากไปกว่านั้นเเล้วความรักในสมัยนี้ไม่ได้จำกัดเเค่ต้องเกิดขึ้นกับคู่รักหญิงชาย เเต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ถึงเเม้ว่ากายภาพของเรานั้นจะมีเเค่หญิงกับชายเเต่เหตใดเล่าที่เราจะต้องจำกัดตัวเองให้รักเพียง ชาย หรือ หญิง เรารักใครสักคนเพราะความเป็นตัวเขาไม่ใช่หรือ ดังนั้นเเล้วไม่ว่าจะเพศไหนก็ไม่เห็นจะเกี่ยว ในปัจจุบันนั้นกลุ่ม LGBT ได้ออกมาเเสดงบทบาททางสังคมไม่เหมือนเช่นเเต่กันที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืด พวกเขาได้ออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆที่พวกเขาพึงได้รับ อย่างการเเก้ไขกฎหมายให้สามารถเเต่งงานร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันมีถึง 28 ประเทศที่ยอมรับการเเต่งงานของเพศเดียวกัน เช่น อังกฤษ เยอรมัน นอร์เวย์ สวีเดน เอกวาดอร์ เป็นต้น

“ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ รักแท้ก็เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นเพศอะไร แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราไม่ได้รักกันมากพอ”

Blue is The Warmest Color

Blue is the warmest color (2013)ภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่ได้รับรางวัลปาล์มทองคำ(2013) ว่าด้วยเรื่องราวความรักระหว่างหญิงสาวสองคน อเดล หญิงสาววัย 15 ที่ตกหลุมรักสาวผมฟ้าซึ่งกำลังศึกษาด้านศิลปะอย่าง เอ็มม่า ถึงเเม้ว่าความสัมพันธ์ของเขาจะไม่ใช่คู่ชายหญิงเเต่ความรู้สึกที่มีให้กันจริงๆก็ไม่ได้น้อยหน้าคนรักคู่ไหนเลย หรือ Call me by your name (2017) ภาพยนตร์น้ำดีฝีมือการกำกับภาพโดย คุณ สยมภู มุกพร้อมดี และผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาเลี่ยน ลูก้า กัวดาญิโน (Luca Guadagnino) เรื่องราวทั้งหมดนั้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี เอลิโอ เเละโอลิเวอร์ ผู้มาพำนักอาศัยในฐานะผู้ช่วยงานวิจัยของพ่อตนเอง

Call Me By Your Name: First excerpt from sequel reveals what happened to Elio and Oliver after summer of love | The Independent

การมีอยู่ของความรักโรเเมนติคหวานชื่นนั้นหากถามถึงการมีอยู่ของมัน ฉันตอบอย่างมั่นใจได้เเน่นอนว่าใช่มันยังคงมีอยู่ เเต่หากถามว่ามันจะอยู่นานได้สักเท่าไหร่ฉันคงไม่มีวันบอกได้ เเละฉันเชื่อว่าคงไม่มีใครรู้ด้วย ถึงเเม้ว่าสภาพเศรษฐกิจหรือโอกาสที่เพิ่มขึ้นนั้นจะทำให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและทัศนคติเปลี่ยนเเปลงเเต่ความรักก็ยังคงเป็นความรักที่ไม่เลือกเหตผลเเละเวลาอยู่ดี ยังคงเป็นความรักที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนเสมอ

สุดท้ายนี้สำหรับเธอที่อาจจะเจอความรักเเล้ว ขอให้รักษาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เเต่หากวันนี้เธอยังไม่ถูกใจกับคนที่เจอหรือยังไม่เจอคนคนนั้นฉันหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้เจอเขาคนนั้น เอ๊ะ ทำไม่ต้องรอล่ะ ในเมื่อเธอก็เดินออกไปหาเขาคนนั้นเองได้นิ 🙂

ป.ล. รูปภาพทั้งหมดมาจากภาพยนตร์

อ้างอิง

https://bbfc.co.uk/releases/call-me-your-name-2017

https://www.imdb.com/title/tt2278871/

http://international.memento-films.com/wp-content/uploads/2017/01/2017-Berlin-emailing-MFI.pdf

https://minimore.com/b/Vr2P0/14

https://www.goodreads.com/book/show/17347634-me-before-you

https://www.simplypsychology.org/maslow.html

Eva Illouz, Consuming the Romantic Utopia: Love and the Cultural Contradictions of Capitalism, (ฺBerkley: University of California Press ,1997).

https://www.metalbridges.com/crimson-peak/

https://www.imdb.com/title/tt0250494/

https://www.imdb.com/title/tt3783958/

https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/books/features/austen-power-200-years-of-pride-and-prejudice-8454448.html

มนุสสานัง พุธโธ ภควะติ : Do Androids Dream of Electric Sheep?

คำเตือน : ในบทความนี้มีการสปอยล์เนื้อหาของหนังสือ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่าหลายพันล้านปีที่มนุษย์ได้เริ่มต้นวิวัฒนาการจากสัตว์ตระกูลวานร (primate) ต่อมาสัตว์ตระกูลวานรนี้ได้ปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนในที่สุด ก็เกิด homo คนเเรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันที่มนุษย์ หรือ homo sapiens sapiens ยังคงดำรงอยู่ การดำเนินการวิวัฒนการที่มีมาตลอดหลายล้านปีนี้เป็นกระบวนการธรรมชาติตามทฤษฎีของ natural selection (1859) ของ Charles Darwin

แต่แล้วถ้าหากวันหนึ่งมนุษย์เองได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่มีความสามารถ สติปัญญา รูปลักษณ์ ละม้ายคล้ายคลึงมนุษย์เองหรือเเทบจะดีกว่าด้วยซ้ำขึ้นมาล่ะ?

Do androids dream of electric sheep? นวนิยายวิทยาศาสตร์ปรัชญาของ Philip K. Dick ได้ตั้งคำถามนี้เช่นกัน หนังสือเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งเเรกเมื่อ ปี 1968 ซึ่งได้รับความสนใจจากเหล่าแฟนคลับคอ sci-fi กันอย่างท่วมท้น ต่อมานวนิยายเรื่องนี้ได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกสองเรื่อง คือ Blade Runner (1982) และ Blade Runner 2049 (2017) และอนิเมชั่นขนาดสั้นอย่าง Blade Runner black out 2022 (2017) 2036: Nexus Dawn และ 2048: No where to run

นวนิยายของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อโลกของเรานั้นได้สู้รบปรบมือกันมาอย่างยาวนานจนกระทั่งเกิดสงครามนิวเคลียร์หรือ ‘World war terminus’ บอกได้เลยว่าสภาพสิ่งเเวดล้อมตอนนั้นเข้าขั้นวิกฤติ สัตว์เล็กใหญ่พากันล้มตาย แต่มนุษย์ยังคงอยู่ จนท้ายที่สุดโลกของเรามันสุดเเสนจะเลวร้ายชีช้ำกะหล่ำปลี มนุษชาติเรานี้ก็อพยพไปตั้งรกรากใหม่ ณ ดาวอังคาร และเมื่อเราต้องการสร้างโลกใหม่อีกครั้ง แน่นอนค่ะซิส เราต้องการกำลังคน เราต้องการเเรงงานทาส ด้วยความสามารถของเหล่ามนุษย์นั้นเอง เราจึงได้สร้างหุ่นยนต์ที่มีความสามารถอันสูงส่งเเละสติปัญญาที่คมเฉียบแถมยังมีหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงมนุษย์อย่าง แอนดรอยด์ (ซึ่งเรียกเเทนด้วยคำว่า andy) เพื่อมาตอบสนองความต้องการตรงจุดนี้

งานนี้จึงตกเป็นของ Rick Deckard ผู้เป็นลูกน้องของเขาเเละเป็นนักล่าค่าหัวเเทน

หลังจากการล่าแอนดรอยด์เหล่านี้ดำเนินไปเรื่อยๆนั้น ต่อมสงสัยของเขาก็ถูกสะกิดจากสิ่งต่างๆที่เขาพานพบเเละได้ก่อความสับสนในใจ เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่ถูกตั้งบรรทัดฐานเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้สึกของเขาเองที่เกิดกับแอนดรอยด์เพศหญิง หรือแท้จริงความเห็นอกเห็นโดย Voight-Kampff test นี้มีเเค่กับเผ่าพันธุ์พวกเราจริงหรือ ตกลงแล้วสิ่งประดิษฐ์ที่เขากำลังตามล่านั้น เราจะเรียกมันว่า สิ่งมีชีวิต ได้หรือไม่ และในตอนหลังเมื่อเหล่าแอนดรอยด์นั้นเริ่มรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอดของตนก็ไม่ได้ต่างจามนุษย์เลยสักนิด ในเมื่อเหล่าหุ่นยนต์พวกนี้ก็รักตัวกลัวตายกันเป็นเหมือนกัน กระนั้นเเล้วการมีชีวิตอย่างเเท้จริงนั้นคืออะไรกันเเน่ มนุษย์เเละสัตว์ที่เกิดโดยธรรมชาติเท่านั้นหรือจึงจะมีชีวิต

แล้วอะไรคือคุณค่าของชีวิต

ซึ่งก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องคุณค่าของชีวิตนั้น เราควรจะรู้เสียก่อนว่าเเท้จริงเเล้วชีวิตนั้นคืออะไร แต่การนิยามว่าแท้จริงเเล้วชีวิตนั้นคืออะไรนั้น ยังคงเป็นสิ่งพิศวงเเก่มนุษยชนมาจนทุกวันนี้ ตามพจนานุกรมบัณฑิตราชฏยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายคำว่า ชีวิตว่า ความเป็น, ตรงข้ามกับ ความตาย ส่วน Oxford learner’s dictionaries ให้ความหมายคำว่า life-state of living (ชีวิต-สภาวะในการมีชีวิต)ซึ่งนั้นก็ไม่ได้ช่วยไขขอข้องใจอะไร หรือหากมองในเชิงปรัชญา การจะให้คำตอบว่าการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตคืออะไรก็เป็นเรื่องน่าฉงล เนื่องจากมนุษย์นั้นเป้นสิ่งมีชีวิตที่เป็นปัจเจก การมีชีวิตสำหรับบางคนอาจเป็นเพียงเเค่การมีชีวิตที่กินอิ่มนอนหลับภายใต้ชายคาที่พักพิง แต่สำหรับบางคนอาจหมายถึงการค้นหาความสามารถอันสูงสุดของตนก็เป็นได้

The power of meaning โดย Emily Esfahani Smith สำหรับเธอนั้นชีวิตมีมากกว่าเเค่การมีความสุขไปวันๆ คุณค่าของชีวิตต่างหากที่เติมเต็มมนุษย์ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดคุณค่าของชีวิตคนเรานั้นได้แก่ ความผูกพันธ์ เป้าหมาย และการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้จะเติมเต็มความรู้สึกภายในจิตใจและก่อให้เกิดเป็นความหมายแก่ตัวเรา ดังนั้นหากปัจจัยข้างต้นนั้นสามารถสร้างความหมายแก่ชีวิตของมนุษย์ได้แล้ว คำถามถัดมาคือ

ปัจจัยข้างต้นนี้สามารถสร้างคุณค่าแก่แอนดรอยด์ได้หรือไม่?

เวลา+ความรู้สึก = ความผูกพันธ์

เบสิกคอนเซ็ปที่สุดสำหรับชีวิตนั้น เรื่องเวลาย่อมเป็นเรื่องเเรกๆในความคิดของใครหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้น แรกเริ่มเดิมทีเราเริ่มต้นจากการเป็นทารก ค่อยๆเติบโตทั้งร่างกายเเละจิตใจ ซึบซับเรียนรู้สิ่งต่างๆจนก้าวข้ามผ่านช่วงวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ท้ายที่สุดเข้าสู่วัยชราและจบบั้นปลายชีวิตนั้นด้วยความตายอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในแต่ละช่วงวัยที่เราดำเนินผ่านไป เราได้เกิดความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาชีวิต ความรู้สึกไม่ว่าจะสุขหรือจะทุกข์ผสานกับวันเวลาที่เราได้เสียไปกับสิ่งๆนั้น ก่อให้เกิดเป็นความรู้สึกผูกพันธ์ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นความผูกพันธ์ของคนต่อคนอย่างตัวเราเองกับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว ความผูกพันธ์ต่อสังคม หน้าที่การงานหรือภาระที่เราได้รับ หรือเเม้กระทั่งความผูกพันธ์ต่อสิ่งของเล็กๆที่เราหวงแหน ความรู้สึกนี้เองที่ก่อให้เกิดเป็นความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง

ซึ่งความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งนี้เองที่จะช่วยเติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่าและไร้ค่าภายในใจและนำไปสู่การตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตตน

สำหรับ andriod อย่าง Nexus-6 brain ซึ่งอายุขัยนั้นจะมีจำกัดเพียง 4 ปี เเต่ก็เป็นเพียงร่างกายเเละการเมตาบอลิซึ่มเท่านั้นที่เสื่อมสลายลง ส่วนสมองนั้นยังคงอยู่ เมื่อเหล่าหุ่นยนต์ที่ถูกสร้างมาให้มีความใกล้เคียงมนุษย์สูงเหล่านี้นั้นเมื่อได้ลืมตาดูโลก พวกมันก็พบว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่มาพร้อมกับความสามารถและความนึกคิดแต่ไร้ซึ่งความทรงจำที่ผูกพันธ์ต่อสิ่งที่ตั้งอยู่ก่อนพวกมันเกิด อย่างไรก็ตามก็ใช่ว่ามนุษย์เทียมเหล่านี้จะไร้ความทรงจำเลยเพราะมีการปลูกฝังความทรงจำเทียมแก่เหล่าแอนดรอยด์เหล่านี้ แต่ แต่ มันก็เป็นความทรงจำที่ตัวผู้ถูกปลูกถ่ายไม่ได้พานพบด้วยตัวเองอย่างเเท้จริงไม่ใช่หรือ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรในฐานะความทรงจำเล่า

‘It’s the metabolism. Not the brain unit.’

-Rachael Rosen,chapter seventeen, Do Andriods Dream of Electric Sheep?)

เเละอาจจะด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้เหล่ามนุษย์เทียมเหล่านี้ไม่สามารถผ่าน Voight-Kampff test (การทดสอบเพื่อวัดความเห็นอกเห็นใจหรือ empathy ในตัวผู้ทดสอบเพื่อเเยกระหว่างมนุษย์และ andys) แต่หากพูดในอีกแง่หนึ่งนั้น การทดสอบก็ไม่เป็นธรรมต่อเหล่ามนุษย์เทียมเหล่านี้ เพราะ เกณฑ์ทั้งหมดนั้นถูกสร้างมาและตัดสินโดยมนุษย์ ในเมื่อแอนดรอยด์นั้นไม่ใช่มนุษย์ ไม่มีความรู้สึกผูกพันธ์ต่อมนุษยชาติแล้ว นอกจากนั้นมันยังเพิ่งเกิดมาหลังจากโลกผ่านอภิมหาสงครามจนชีช้ำไปเรียบร้อย ประกอบกับระยะเวลาที่พวกมันลืมตาดูโลกกับอายุขัยก็เเสนสั้น การจะมีความรู้สึกร่วมหรือเห็นอกเห็นใจต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์(ในระยะเวลาเท่านี้)ย่อมเป็นเรื่องแปลก

หากในทางกลับกัน หากเกณฑ์การตัดสินการทดสอบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อวัดแอนดรอยด์ในแบบของแอนดรอยด์โดยเฉพาะแล้ว นั้นละจึงจะสามารถวัดได้อย่างเเท้จริง เราไม่สามารถวัดสิ่งที่เเตกต่างกันสองสิ่งด้วยเกณฑ์ที่เหมือนกัน นั้นย่อมให้ผลที่ไม่เป็นธรรมต่อไม่สิ่งใดก็สิ่งหนึ่ง เช่น ถ้าคุณครูใส่เเว่นบอกว่าเด็กอีกคนหนึ่งเก่งเเละเด็กอีกคนหนึ่งโง่เพียงเเค่ผ่านข้อสอบวัดระดับมาตรฐานนั้นย่อมไม่ได้จริงไหม ในเมื่อเด็กทุกคนนั้นมีความเป็นปัจเจกบุคคลที่ถนัดไม่เหมือนกัน จะให้ปลามาปีนต้นไม้ มันไม่ใช่ค่ะซิส! (สะบัดผม)

ตามหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อย (The little prince) โดย Antoine de Saint-Exupery เมื่อตอนที่เจ้าชายน้อยได้พบเจอดอกไม้ที่กำลังอวดโฉมและบอกว่าตนเองคือดอกกุหลาบ แต่เจ้าชายนั้นกลับรู้สึกว่าไม่มีดอกกุหลาบดอกไหนเหมือนเเละมีค่าเท่าดอกกุหลาบของตน ณ ดาว B612 เลย สุนัขจิ้งจอกจึงบอกแก่เจ้าชายน้อยว่านั้นเป็นเพราะเวลาที่เธอเสียไปกับการดูแลดอกกุหลาบจึงทำให้ดอกกุหลาบดอกนั้นของเธอมีค่าที่สุดสำหรับเธอยังไงละ ดังนั้นจึงอาจสามารถสรุปได้ว่า เวลาและความรู้สึกของเราที่ใช้ไปกับสิ่งๆหนึ่งนั้นได้ก่อให้เกิดความผูกพันธ์ขึ้นในชีวิตของเรากับสิ่งนั้นหรือบุคคลนั้น

และยิ่งมีความผูกพันธ์มากเท่าไหร่มันยิ่งลบความรู้สึกหว้าเว่และแปลกแยกในจิตใจนำไปสู่การรู้สึกถึงคุณค่าในชีวิต

ตลอดการดำเนินของเรื่องนั้น ถึงเเม้ว่าเหล่าแอนดรอยด์เล่านี้จะไม่สามารถผ่านการทดสอบ Voight-Kampff test แต่แอนดรอยด์เหล่านั้นก็มีความรู้สึกผูกพันธ์ต่อเพื่อนเเอนดรอยด์ด้วยกัน มีเหตุการณ์ที่ผ่านทุกข์ผ่านสุขด้วยกันเกิดเป็นความผูกพันธ์และความทรงจำร่วมต่อกัน ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ Rachael Rosen นั้นเล่าถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับแอนดรอยด์ที่เหลืออีกสามตัว

นั้นทำให้เราเห็นว่าแม้กระทั่งแอนดรอยด์เองก็สามารถเข้าถึงความรู้สึกผูกพันธ์กับสิ่งๆหนึ่งเช่นเดียวกับมนุษย์

เป้าหมายไม่ได้มีไว้แค่พุ่งชน

คำว่าเป้าหมายนั้นสำหรับมนุษย์เรานั้นหรือแม้กระทั่งสัตว์ก็ดี สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาซึ่งอาจเริ่มจากระดับง่ายสุดอย่าง ฉันควรกินอะไรเป็นอาหารเช้าดี จนไปถึงระดับยากมหันต์อย่างการลดน้ำหนักให้ทันก่อนหมดปีนี้ (ซึ่งหากเธอตั้งมั่นจะทำ ขอให้โชคดี!) เมื่อเราสามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จนั้น ไม่เพียงเเต่ก้าวข้ามสิ่งที่เราตั้งไว้ แต่ยังช่วยเติมเต็มความรู้สึกบางอย่างแก่ตัวเราอีกด้วย ความรู้สึกยินดีและภูมิใจที่ในที่สุดฉันก็สามารถทำได้สักที ถึงเเม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใดแต่ฉันก็สามารถทำสิ่งนั้นให้ลุล่วงได้ และความรู้สึกเหล่านี้เองจะเข้าเเทนที่ความรู้สึกว่างเปล่าข้างในตัวเราเเละก่อเกิดเป็นคุณค่าของชีวิต ซึ่งส่วนตัวฉันนั้นคิดว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์

เมื่อลองมองดูใน Do androids dream of electric sheep? นั้น เป้าหมายหลักสำหรับตัวพระเอกผู้ดำเนินเรื่องของเรา Rick Deckard นั้น คงไม่พ้นเรื่องอื่นใดเลยนอกจาก การมีสัตว์ที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติไว้ในครอบครอง เมื่อเขาผ่านการอย่างทำงานหนักหน่วงจนได้เงินมาก้อนหนึ่ง เขาก็ตรงรี่ไปซื้อแพะโดยไม่ปรึกษาใครทั้งนั้นค่ะคุณ แถมยังคิดอีกว่าจะซื้อแกะต่อ แต่ในท้ายที่สุดถึงเเม้ว่าแพะของเขาจะตาย และเขาจะไม่ได้แกะตามที่เขาหวัง เเต่อย่างไรซะในท้ายที่สุดเขายังได้คางคกติดไม้ติดมือกลับมา ถึงแม้ว่าเจ้าคางคกตัวนี้จะไม่ใช่คางคกตามธรรมชาติ สำหรับ Rick Deckard นั้น เราอาจไม่สามารถพูดว่าเขาสำเร็จเป้าหมายของเขาอย่างเต็มปาก อย่างไรก็ดีเขาได้สำเร็จเป้าหมายในระดับหนึ่ง(อย่างน้อยก็ยังมีสัตว์) นอกจากนั้นเเล้วสัตว์ตัวนี้ก็คลายปมบางอย่างที่ติดค้างใจของเขา เจ้าคางคกเทียมตัวนี้ได้หยุดความกระเสือกกระสนที่จะมีสัตว์ตามธรรมชาติจริงๆของเขา

หากลองพิจารณาดูในกรณีของ Rick กับเป้าหมายในการครอบครองสัตวเเล้วนั้นจะเห็นได้ว่าสุดท้ายเเล้ว เขานั้นไม่สามารถสำเร็จเป้าหมายที่จะมีสัตว์ตามธรรมชาติไว้ในครอบครอง แต่ความต้องการที่จะมีสัตว์ของเขานั้นก็ไม่ได้หายไปไหน มันเเค่ลดระดับลง ดังนั้นเเล้วเราสามารถสังเกตเห็นว่า เป้าหมายของมนุษย์เรานั้นไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว สามารถยืดหยุ่นได้ และเมื่อเป้าหมายนั้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนๆนั้นได้เเล้ว เป้าหมายเล่านั้นก็สามารถถูกละทิ้งหรือเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ เช่น Rick ที่เปลี่ยนใจไม่ฆ่า Rachael หลังจากที่ร่วมรักกันมาเเล้ว แต่ไปส่งที่รถของเธอแทน

แล้วสำหรับแอนดรอยด์ละ มนุษย์เทียมเหล่านี้มีเป้าหมายหรือเปล่า?

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นเเล้วว่าแอนดรอยด์รุ่น Nexus-6 brain unit กลุ่มนี้ได้ละเมิดกฏมายังโลก โดยจุดประสงค์คือต้องการเพิ่มอายุขัยของพวกมันเอง สำหรับ andys สามตัวเเรกที่ Rick ได้ทำการกำจัดนั้นพวกเขาเหล่านั้นได้ปลอมตัวแฝงอยู่กับกลุ่มมนุษย์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Polokov ที่ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ (แต่ในข้อมูลที่ Deckard ได้มานั้น มันปลอมตัวเป็นคนเก็บขยะ) Luba Luft เป็นนักร้อง ณ โรงละครโอเปร่า และ Garland เองก็ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกับ Polokov สำหรับเหล่ามนุษย์เทียมเหล่าหากไม่นับการที่เขาหลบหนีมายังโลกนั้น พวกเขาก็ไม่ทำไรผิดเลย หนำซ้ำพวกเขายังพยายามทำงานและใช้ชีวิตอีกด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นหน้าที่ของ Rick Deckard ที่จะต้องตามเก็บเหล่าแอนดรอยด์พวกนี้อยู่ดี ภายหลังจากที่เขาจัดการกับสามตัวแรกเรียบร้อยเเล้ว เขาก็ต้องมาจัดการกับสามตัวหลังทันที ซึ่งที่เหลืออีกสามตัวนั้นได้รวมตัวกันเพื่อความอยู่รอดของพวกมัน (ถึงเเม้จะถูกจัดการอย่างง่ายดาย)

เป้าหมายของแอนดรอยด์ คือ การดำรงรุ่น Nexus-6 brain unit ให้คงอยู่อย่างไม่โดดเดี่ยวเพียงสามารถใช้ชีวิตได้นานกว่าสี่ปี และให้เผ่าพันธุ์แอนดรอยด์นั้นไม่ถูกผลักไปชายขอบของสังคมแบบเดียวกับที่ J.R. Isidore โดนกระทำ ไม่ว่าจะการพยายามกลมกลืนในสังคมของคนทั่วไปโดยการแฝงรวมอยู่กับคนทั่วไป หรือการอยู่รวมกันสามคนของแอนดรอยด์ในภายหลังของเหล่าแอนดรอยด์

เป้าหมายของแอนดรอยด์มีเพียงเเค่การสามารถใช้ชีวิตอย่างไม่โดดเดี่ยวเท่านี้เอง

ยิ่งเลอะยิ่งเยอะประสบการณ์

มาถึงข้อสุดท้ายสำหรับปัจจัยในการสร้างคุณค่าแก่ชีวิต คือ การเล่าเรื่องของตัวเองได้ ซึ่งการเล่าเรื่องของตัวเองนั้นไม่จำเป็นจะต้องไปเล่าให้ใครอื่นไกล เราสามารถเล่าเรื่องของตัวเองให้ตัวเองฟังได้ทุกวัน การเล่าเรื่องนี้เป็นกระบวนการทบทวนถึงสิ่งต่างๆที่เข้ามาในชีวิตการให้ความหมายแก่ประสบการณ์เล่านั้นเองจะทำให้เรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาของเธอมีค่าจนในที่สุดมันเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อเกิดความรู้สึกอิ่มเอมในใจและกลายเป็นคุณค่าสำหรับชีวิต

ยกตัวอย่างเช่น การเขียนบันทึกประจำวัน หรือเมื่อเธอทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่เธอเองก็ต้องบอกใช่ไหมล่ะว่าตัวเธอนั้นน่ะเป็นใคร นอกจากนี้เเล้วมุมมองในการมองเรื่องราวเเต่ละเรื่องที่ผ่านเข้ามานั้นก็เป็นเรื่องสำคัญ มีเรื่องเล่าของอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าแก่ลูกศิษย์ เขาได้จุดปากกาสีดำลงบนกระดานสีขาวล้วน นักศึกษาทุกคนเพ่งความสนใจที่จุดนั้น อาจารย์คนนั้นถามนักศึกษากลับว่า ทำไมพวกคุณถึงมองเเต่จุดสีดำจนลืมว่ายังมีพื้นที่สีขาวมากมายล้อมรอบจุดสีดำนี้ มันอาจมีเรื่องไม่ดีผ่านเข้ามาในชีวิตเธอ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับเธอว่าเธอจะมองจุดสีดำ หรือจะมองพื้นที่สีขาวที่เหลืออยู่

ดังนั้นแล้วเธอจะเล่าเรื่องของตัวเองออกมาแบบไหนนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเธอแล้วล่ะ

สำหรับ Do andriods dream of electric sheep? นั้นการบอกเล่าเรื่องของเเต่ละคน(ตัวละครหลักๆ)ที่ปรากฏขึ้นมาในเรื่องนั้นสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวิธีการเขียนของผู้เเต่ง ยกตัวอย่าง Rick Deckard บอกว่าตัวเองเป็นนักล่าค่าหัว ที่มีภรรยาชื่อ Iran เช่นเดียวกันกับ Phill Resch ที่เป็นนักล่าค่าหัวให้แก่สถานีตำรวจปลอม ซึ่งเขาเองก็เชื่อมาตลอดว่าเขาเป็นนักล่าค่าหัวแอนดรอยด์แก่สถานีตำรวจแห่งนี้ นี้กลายเป็นความเชื่อที่เขาได้เล่าให้แก่ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สองคนนี้ได้นิยามตัวเองตามอาชีพที่พวกเขาทำ นอกจากนั้นไม่เพียงเเต่พวกมนุษย์ที่สามารถให้ค่าของตัวเองได้เเต่แอนดรอยด์ก็เช่นกัน อย่าง Luba Luft ที่บอกว่าตัวเธอนั้นเป็นนักร้อง ณ โรงโอเปร่า Garland ที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแก่สถานีตำรวจปลอม Rachael Rosen ที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นสินทรัพย์ของ Rosen association และเล่าประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมาของตนเองอีกด้วย หรือการเล่าเรื่องตัวเองที่ฉันประทับใจที่สุดในหนังสือ คือ การที่หุ่นยนต์แอนดรอยด์ที่เป็นรุ่นเดียวกับ Rachael บอกว่าตนเองนั้นไม่ใช่ Rachael แต่ฉันคือ Pris Stratton การตั้งชื่ออื่นให้แก่ตัวเองนั้นแสดงให้เห็นถึงความขบถเเต่ Rosen association และความมุ่งมั่นในการนำเสนอตัวเองในนามของตัวเอง

‘Did you get my name?’ he said eagerly. ‘ John Isidore, and I work for-‘

‘You told me who you work for’ She had stopped briefly at her door; pushing it open she said, ‘Some incredible person named Hanibal Sloat, who I’m sure doesn’t exist out side your imagination.My name is –‘ She gave him one last warmthless glance as she returned to her apartment, hesitated and said, ‘I’m Rachael Rosen.’

‘Of the Rosen Association?’ he asked. ‘The system’s largest manufacturer of humanoid robots used in our colonization program?’

A complicated expression instantly crossed her face, fleetingly, gone at once. ‘No,’ she said. ‘I never heard of them; I don’t know anything about it. More of your chickenhead imaginaton, I suppose. John Isidore and his personal, private empathy box. Poor Mr Isidore.’

‘But your name suggests–‘

‘My name,’ the girl said,’ is Pris Stratton. That’s my married name; I always use it. I never use any other name but Pris. You can call me Pris.’ She reflected, then said, ‘ No, you’d better address me as Miss Stratton. Because we don’t really know each other.At least I don’t know you.’ The door shut after her and he found himself alone in the dust strewn dim hall

(Do andriods dream of electric sheep,chapter six)

สำหรับกรณีของ J.R. Isidore ตลอดทั้งเรื่อง เรารู้จักเขาในฐานะ Chickenhead เรารู้จักเขาในฐานะคนขี้ขลาดตาขาวพูดติดอ่าง ทำงานขับรถแก่โรงพยาบาลสัตว์เทียม ผู้นับถือ Mercerism ผู้ที่ไม่สามารถอพยพไปยังดาวอังคารอย่างมนุษย์คนอื่นได้ ไม่เพียงเท่านั้นสังคมยังตราหน้าว่าเขาเป็น Chickenhead และผลักไสเขาให้ไปอยู่ชายขอบ ออกนอกวงสังคมไป จนในที่สุดเขาก็ยอมรับอย่างเต็มปากว่าเขานั้นเอง คือ Chicken head ชายผู้นี้กำลังปล่อยให้ความคิดของผู้อื่นมีอิทธิพลเหนือตัวเขาเอง เขากำลังปล่อยให้ความคิดของสังคมเข้ามานิยามว่า เขานั้นแหละ คือ Chicken head อย่างเเท้จริง

ไม่เพียงเเต่เราควรเป็นผู้ที่ดีเเล้ว เราควรเป็นผู้เล่าเรื่องนี้ด้วยตัวเราเอง

ในที่สุดถึงเเม้ว่าเหล่าแอนดรอยด์ Nexus-6 brain unit นั้นจะถูกกำจัด แต่พวกก็ได้เเสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเเค่สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติเท่านั้นที่สามารถเข้าใจคุณค่าของชีวิตได้ แอนดรอยด์ก็สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน และสำหรับผู้อ่านนั้นหากเธอกำลังหลงทางและรู้สึกสงสัยในคุณค่าของตัวเธอเอง ฉันหวังว่าบทความนี้จะสามารถเป็นเเสงสว่างดวงเล็กๆที่ช่วยเป็นเเนวทางเเด่เธอ

อ้างอิง :

Dick, P. K. (2011). Do androids dream of electric sheep?. London: Gollancz.

Saint-Exupéry, A. ., Saint-Exupéry, A. ., Woods, K., & Harcourt, Brace & World,. (1943). The little prince.

Smith,E.E. (2017).The power of meaning : crafting a life that matters.London : Rider Books

จุดเริ่มต้นของแฟนตาซีสมัยใหม่ทำไมต้อง The Lord of The Rings?

ดินเเดนที่เต็มไปด้วยนางฟ้าเอย เวทมนตร์เอย คนแคระเอย สัตว์พูดได้ และสิ่งต่างๆที่เกินขอบเขตความเป็นจริงอีกมากมายสารพัด ข้างต้นที่กล่าวมานั้นล้วนเเต่เป็นภาพจำโลกแฟนตาซีทั้งฉันเเละเธอ ซึ่งเช่นเดียวกันนั้นก็เป็นภาพที่เราทุกคนต่างคุ้นเคยกันจากนวนิยายไตรภาคชื่อดัง ‘The Lord Of The Rings’ นวนิยายที่ยังคงทรงพลัง และส่งผลต่องานเขียนมากมายในภายหลัง

ถึงแม้หลายคนจะไม่ใช่แฟนคลับของนวนิยายเรื่องนี้ แต่ก็น่าจะได้เห็นอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านหูผ่านตาบ้าง เช่น น้องกอลั่มผู้หวงเเหวนสุดรักกับประโยคประจำตัวนาง ‘My precious หรือ แปลไทยได้ความว่า ของรักของข้า’ (อ่านเสียงแหบแห้งเพื่อเพิ่มอรรถรส แค่กๆ)

The Lord of The Rings นวนิยายไตรภาคจบเรื่องนี้ประกอบด้วย เรื่องราวทั้งหมดสามภาค(และหนังสือเล็กๆน้อยๆที่เหลืออีกมากมาย) The Fellowship of the Ring (1954), The Two Towers (1954) and The Return of the King (1955) นวนิยายเรื่องนี้ขึ้นเเท่นเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 และถูกแปลกว่า 38 ภาษา นอกจากนั้นยังถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละครเวทีอีกด้วย

เนื้อเรื่องหลักนั้นดำเนินโดยเจ้าฮอบบิท โฟรโด แบกกิ้นส์ กับเหล่าคณะซึ่งประกอบด้วยฮอบบิทอีกสามตน จอมเวทย์ เอล์ฟ คนแคระ และชายมนุษย์สองคน การเดินทางครั้งนี้นั้นไม่ใช่เเค่เดินผจญภัยเรื่อยๆ แต่เพื่อทำลายแหวนประมุขอันอัดแน่นด้วยความชั่วร้ายของซารอนและเพื่อไม่ให้โลกนั้นตกอยู่ในหายนะคณะเดินทางจะต้องไปทำลายที่เม้าท์ดูมให้สำเร็จลุล่วง

แม้นวนิยายเรื่องนี้จะผ่านมานานนับสิบปีเเต่ยังคงประทับใจเล่าผู้อ่าน นอกจากนั้นยังส่งผลต่อนวนิยายแฟนตาซีในรุ่นต่อมาอีกด้วย อะไรหนอที่ทำให้เป็นเช่นนั้น

อะไรคือแฟนตาซี?

ก่อนที่เราจะพูดถึงอะไรต่อไปเนี้ย เเรกสุดเพื่อป้องกันอาการอ่านเเล้วงง เอ๊ะ อะไรทำไมเป็นยังงี้ ขอเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความเป็นมาของานเขียนหมวดแฟนตาซีพอกรุบกริบ แฟนตาซี หรือ Fantasy (n.) มาจากภาษากรีก คำว่า Phantasia แปลว่า ៉power of imagination; appearance, image, perception,” พลังในการจินตนาการไม่ว่าจะเป็นลักษณะ ภาพ หรือการรับรู้ แล้วยังงี้งานเขียนล่ะ สำหรับ Fantasy fiction หรืองานเขียนประเภทแฟนตาซีนั้น คือ งานเขียนเหนือความเป็นจริงซึ่งเกี่ยวข้องกับเวทย์มนตร์นั้นเอง

ถึงแม้ในโลกเรานั้นจะมีเรื่องราวตำนานปรัมปรามานานนับร้อยปี อย่าง Hercules ตำนานกรีก(คาดว่าประมาณ200ปี ก่อนคริสตศักราช)Beowulfตำนานเก่าแก่ของ Anglo-Saxon (ประมาณศตวรรษที่8) ก่อนปลายศตวรรษที่16 นั้นก็มีงานเขียนประเภทแฟนตาซี อย่างงานเขียนสุขนาฏกรรมแฟนตาซีเรื่อง ฝัน ณ กลางฤดูร้อนหรือ A Midsummer Night’s Dream ของ William Shakespear แต่ตามจริงแล้วนวนิยายประเภทแฟนตาซีนี้มีความชัดเจนในประมาณช่วงศตวรรษที่ 17 ยุคแห่งวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ สิ่งประดิษฐ์นักวิทยาศาสตร์สำคัญหลายคนของโลกนั้นเริ่มมีผลงานในยุคนี้ เช่น Galileo Galilei (15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 – 8 มกราคม ค.ศ. 1642) ผู้มีบทบาทสำคัญในดาราศาสตร์ หนึ่งเหตุผลสำคัญที่นวนิยายประเภทนี้ถูกพัฒนาขึ้นในยุคนี้ อาจเป็นเพราะโลกของแฟนตาซีนั้นต้องการความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างโลกความเป็นจริงเเละโลกแห่งจินตนาการ เมื่อผู้คนในยุคนี้หันไปสนใจวิทยาการมากขึ้นเเละเเสวงหาเหตุผลให้กับสิ่งต่างๆ อันเป็นด้านตรงข้ามของโลกแฟนตาซีจึงชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แนวความคิดในการค้นหาความจริงหรือ ลัทธิสัจนิยม(Realism)นั้นได้รับความนิยมและส่งผลกระทบต่องานเขียนทำให้เกิดงานเขียนประเภทวรรณกรรมสัจนิยม อย่าง Oliver twist (1837-1839)ของ Charles Dicken แนวคิดเรื่องสัจนิยมนี้ได้ผลักให้แนวคิดขั้วตรงข้ามอย่างโลกแฟนตาซีออกไปกลายเป็นเรื่องที่ไร้สาระ และเมื่อเป็นเรื่องไร้สาระผู้อ่านซึ่งส่วนใหญ่เป็นใหญ่นั้นก็ได้ผลักเรื่องราวของโลกแห่งแฟนตาซีนั้นไปสู่เหล่าเด็กๆ

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 20 J.R.R. Tolkien หรือ John Ronald Reuel Tolkien นักประพันธ์และนักภาษาศาสตร์ชาวอังกฤษได้เขียนเรื่อง The Lord of The Rings : The Fellowship of The Rings ขึ้นครั้งเเรกในปี 1954 และตามต่อมาด้วย The Two Towers ในปีเดียวกันและ The Return of The King ในปีถัดมา (1955) นวนิยายเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากทุกเพศ ทุกวัย จนได้รับการดัดแปลงไปเป็นภาพยนตร์ The Fellowship of The Rings ฉายครั้งแรกในปี 2001 และตามมาด้วยอีกสองภาคติดๆ คือ The Two towers ในปี2002 และ The Return of The King ในปี 2003 ภาพยนตร์นั้นเองได้ยิ่งเพิ่มพูนความนิยมและชื่อเสียงของนวนิยายแก่ผู้คนมากขึ้น และนอกจากนั้นยังกวาดรางวัลออสการ์รวมแล้ว 17 รางวัล

กลับมาที่คำถามใหญ่สุดของเรา ทำไมจุดเริ่มต้นของโลกแฟนตาซีสมัยใหม่(หลังศตวรรษที่ 19) ถึงต้องเป็น The Lord of The rings?

พบเจอโลกใบใหม่ในโลกใบเดิม

เชื่อว่าในใจส่วนลึกของทุกคนนั้นล้วนแต่ต้องการออกไปพบเจอโลกภายนอก อยากรู้ว่าเป็นยังไง อยากพบประสบการณ์เเปลกใหม่นอกเหนือจากสิ่งที่พบเจออยู่ในชีวิตประจำวันเสมือนแอเรียล เจ้าหญิงเงือกน้อย ที่อยากออกมาเจอโลกกว้าง และมีขาเฉกเช่นมนุษย์

แต่ในเมื่อหลายปัจจัยในปัจจุบันของเรานั้นมันไม่เอื้อ(ไม่ว่าการเงินหรือเวลา) ต่อการออกไปผจญภัย การนั่งอ่านหนังสือหรือนิยายโดยเฉพาะนวนิยายที่มีการผจญภัยอย่างแฟนตาซีนั้นจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนทั่วไป เพื่อเติมเต็มความรู้สึกต้องการออกไปพบเจอสิ่งแปลกใหม่จากชีวิตประจำวัน

สำหรับ The Lord of The Rings นั้นซึ่งว่าด้วยการเดินทางอันยาวนาน และประกอบกับขนาดดินแดนที่ใหญ่อลังการงดงามตระการตาทั้งอาณาจักรเอล์ฟ พ่อมด คนแคระ ฮอบบิท จึงไม่เเปลกเลยที่จะประทับใจคนหลายคนที่ในขณะที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องเเต่กลับกำลังหลุดเข้าไปร่วมการเดินทางไปเจอสถานที่ต่างกับคณะเดินทางพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้นตลอดการอ่านที่ได้สัมผัสสิ่งแปลกใหม่จากชีวิตประจำวัน

การกำหนดพล็อตเรื่องแฟนตาซีให้มีการเดินทาง หรือการพิชิตภารกิจแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นลักษณะเด่นของนวนิยายแฟนตาซีซึ่งยึดถือกันเป็นกฏเหล็กก็ว่าได้

นอกจากนี้สถานที่และช่วงเวลาในนวนิยายเรื่องแฟนตาซีในยุคหลังจาก The Lord of The Ringsนั้น มักจะเป็นหรือเกี่ยวข้องกับช่วงยุคกลาง (Middle age) ศตวรรษที่ 5-15 มักเกิดในยุโรปที่เต็มไปด้วยป่าเขา ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ เนื่องจากในภายหลังศตวรรษที่ 17 มนุษย์เราเองได้เริ่มสนใจวิทยาศาสตร์ วิทยาการเเละสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งเป็นทางคู่ขนานของเวทมนตร์ หากการเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์มากขึ้นก็จะไม่มีโลกแห่งเวทมนตร์ หรือหากคนเชื่อในเวทมนตร์ต่อไป วิทยาศาสตร์ก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ J.R.R. Tolkien ได้หยิบเอาช่วงเวลานี้มาปรับใช้กับเรื่อง The Lord of The Rings ซึ่งโลกแห่งเวทมนตร์นั้นยังคงมีความเป็นไปได้และผู้คนยังคงเชื่อในอำนาจลี้ลับ หากลองคิดเล่นดูๆ ถ้าเราสมมุติเวลาในเรื่องเป็นช่วงศตวรรษที่ 17 พ่อมดแกนดัล์ฟอาจกลายเป็นอาจารย์แกนดัล์ฟสอนวิชาเคมีแทนก็ได้นะเออ

จินตนาการที่ไม่ใช่แค่สำหรับเด็ก แต่สำหรับทุกคน

อย่างที่พูดไปแล้วก่อนหน้านี้ The Lord of The Rings นั้นใช่ว่าจะไม่มีนวนิยายแฟนตาซีนี้เลย ในช่วงศตวรรษที่ 19 นั้น Five Children And It ของ Edith Nesbit (1906) อันว่าด้วยเด็กห้าคนกับสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ให้พรแก่เหล่าเด็กๆให้สมปราถนาแล้วจะหมดฤทธิ์เมื่อสิ้นวัน หรือ เรื่องราวของพี่เลี้ยงคนเก่ง Mary Poppins (1934)โดย Pamela Travers ซึ่งนำมาทำเป็นภาพยนตร์และรีเมคอีกก็นับว่าเป็นเรื่องแฟนตาซี ในช่วงปลายยุคศตวรรษที่ 19 นั้น เป็นยุคสมัยที่ผู้คนต่างกำลังถวิลหาความจริงหรือที่เรียกว่า “ยุคสัจนิยม หรือ realism’

อย่างที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้นว่าแนวความคิดสัจนิยมไม่เพียงเเต่ส่งผลกับวิทยาการความก้าวหน้านั้น อิทธิพลของยุคสัจนิยมนั้นเองได้ผลักไสให้เรื่องราวที่เกี่ยวกับนวนิยายแฟนตาซีหรืออะไรก็ตามที่ข้องเกี่ยวกับการจินตนาการนั้นถูกมองว่าเป็นเรื่องของไร้สาระ การจินตนาการเพ้อฝันถูกมองว่าเป็นเรื่องของเด็ก งานเขียนที่ว่าด้วยการจินตนาการนั้นจึงให้เด็กอ่านซะมากกว่า(โดยไม่ได้ถามความสมัครใจของเด็กหรอกนะ!) และเพื่อเป็นการสั่งสอนเด็กทางอ้อม งานพวกนี้มักแทรกด้วย moral คติสอนใจ หรือแทรกแนวคิดเชื่อฟังผู้ปกครองแก่เด็กๆ

“even the smallest person can change the course of the future” -Gandalf

แม้แต่คนที่ตัวเล็กที่สุดก็สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตได้” -แกนดัล์ฟ

แต่สำหรับ The Lord of The rings นั้นมันไม่ใช่เเค่การฝันกลางวันชี้โบ้ชี้เบ้สำหรับเหล่าเด็กน้อยแต่อย่างใด มันคือการสร้างโลกอีกโลกหนึ่งผ่านตัวหนังสือซึ่งเด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี การจินตนาการที่แต่เดิมถูกมองว่าไร้สาระนั้น ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นเรื่องจริงจังมากขึ้น โลกแห่งเเฟนตาซีแทบจะเหมือนเป็นห้องๆหนึ่งที่เราสามารถเดินเข้าไปได้ รายละเอียดของนวนิยายถูกหยิบยกให้เป็นเรื่องจริงจังและมีแบบแผนถึงกระนั้นยังคงทิ้งปริศนาเเห่งเวทมนตร์ไว้ ด้วยอิทธิพลจาก The Lord of The Ringsนั้น ได้ส่งผลให้งานเขียนแฟนตาซีหลังช่วงศตวรรษที่ 19 ถูกฉีกกรอบออกไปแล้ววางกรอบความคิดแบบใหม่ขึ้นต่องานเขียนประเภทนี้ นวนิยายแฟนตาซีก็ถูกยอมรับกันมากขึ้นในวงกว้าง หลังจากการประสบความสำเร็จในการทำลายกรอบเดิมของแฟนตาซี งานเขียนแฟนตาซีในภายหลังทั้งหมดก็ได้รับอิทธิพลจาก The Lord of The Rings ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น Harry Potter the series(1997-2007) และ Fantastic Beast and Where To Find Them โดย J.K. Rowling Spiderwick(2003-2009) โดย Tony DiTerlizzi และ Holly Black The Caster Chronicles (2009) โดย Kami Garcia และ Margaret Stohl The Chronicles of Narnia (1950-1956)โดย C.S.Lewis The school for good and evils(2013) โดย Soman Chainani เป็นต้น

ความอัศวินที่แท้ทรูไม่ได้อยู่คนเดียว

ทั้งที่ทั้งนั้นพระเอกนางเอกในนวนิยายสามารถนั่งเฉยๆอยู่ในสวนดอกไม้มีชีวิตที่สุขสงบจวบจนอายุ200ปีโดยเลี้ยงชีพด้วยการปลูกผักเลี้ยงวัว เเต่ แต่! เหล่าพระเอกนางเอกของนวนิยายแฟนตาซีเหล่านี้ ไม่ว่าจำเป็นหรือด้วยความกระหายใคร่รู้ก็ตาม จะต้องออกไปผจญภัยผ่านสิงสาราสัตว์ ผ่านดง ผ่านหนาม ผ่านทุกสิ่งอย่างเพื่อสำเร็จเป้าหมายให้จงได้! เราเรียกสิ่งนี้ว่า Chivalry หรือ อัศวิน

The Lord of The Rings ซึ่งมีเจ้าฮอบบิทตัวจ้อยโฟรโด แบกกิ้นส์ เป็นตัวเอก หรือ Harry Potter ที่มีหนุ่มเเว่นกลม แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นตัวดำเนินเรื่องนั้นก็ดี มีความคล้ายคลึงกันอย่างหนึ่ง คือ ผู้ดำเนินเรื่องนั้นมักจะเป็นคนที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความสามารถพิเศษมากมายเลิศเลอ แต่มีใจกล้าที่พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ การดำเนินเรื่องด้วยตัวเอกลักษณะนี้เป็นกลวิธีของผู้เขียนเพื่อให้ผู้อ่านนั้นรู้สึกใกล้ชิดกับเรื่องและเพื่อก่อเกิดความรู้สึกในใจของผู้อ่านให้รู้สึกว่าถึงเเม้ฉันจะไม่ได้เป็นมนุษย์ผู้เเสนธรรมดาเพียงฉันมีความกล้า ฉันเองก็สามารถออกไปพิชิตสิ่งต่างๆในชีวิตได้เช่นเดียวกับคนเหล่านี้

แต่เดี๋ยวก่อนค่ะซิส ดึงสติกลับมาก่อน การจะปล่อยให้เจ้าฮอบบิทตัวจ้อย ที่ทำอะไรแทบไม่ได้เนี่ยให้ไปผจญโลกอันแสนโหดร้ายคนเดียว มันต้องไม่รอดแน่ๆ Tolkien จึงไม่ได้ปล่อยให้ โฟรโด ไปคนเดียวแต่ไปกันเป็นหมู่คณะจ้า (คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายจ้า) ซึ่งคณะเดินทางของโฟรโดนั้น ประกอบด้วยฮอบบิทอีกสามตน แซมไวส์ พิพพิน และเมอรี่ พ่อมดผู้รอบรู้ แกนดัล์ฟ มือธนูจากเผ่าเอล์ฟนามเลโกลัส นักรบจากเผ่าคนเเคระนามกิมลี เจ้าชายเเห่งกอนดอร์ โบโรเมียร์ และผู้พิทักษ์ป่า สไตรเดอร์ หรือในอีกนามทายาทแห่งอิลซิดูร์ อารากอน

เมื่อ The Lord of The Rings ได้เริ่มเขียนภาพการเดินทางเป็นหมู่คณะขึ้นมาในโลกของแฟนตาซีนั้น ผลงานส่วนใหญ่ในภายหลัง ยกตัวอย่างเช่น Harry Potter โดย J.K. Rowling หรือ The Chronicles of Narnia โดย C.S.Lewis นั้นก็นิยมเดินทางหรือดำเนินเรื่องไปในลักษณะหมู่คณะ เพื่อช่วยกันเเก้ไขรับมือเรื่องต่างๆที่จะเกิดขึ้นและกระจายหน้าที่ให้แต่ละคน ดังนั้นการจัดการสิ่งต่างๆด้วยตัวเองหรือการปราบศัตรูเพียงลำพังด้วยกำลังวังชาอย่าง Beowulf (ประมาณศตวรรษที่8) หรือการที่ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่เก่งกาจไร้ที่ติ อย่างใน Mary Poppins (1934) นั้นก็ไม่ได้จำเป็นอีกต่อไปในเมื่อเราไม่ได้ไปตัวคนเดียวแต่เรามีพวกพ้องไปด้วย

ไม่เพียงการฉีกกรอบธรรมเนียมเดิมเท่านั้นที่ J.R.R. Tolkienได้แสดงให้ทุกคนเห็นแต่เขาได้วางรูปแบบใหม่แห่งโลกแฟนตาซี และยังได้ร่ายมนต์แก่ผลงานชิ้นเอกตลอดกาลอย่างนวนิยายไตรภาคจบThe Lord of The Rings ให้กลายเป็นที่รักของผู้ติดตาม

สุดท้ายนี้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ไม่เคยรู้จักนวนิยายไตรภาคเรื่องนี้ เพียงเธอลองเปิดหนังสือหรือดูภาพยนตร์เรื่องนี้ เธออาจจะกลายเป็นอีกคนที่ต้องมนตร์สะกดของJ.R.R. Tolkien ก็ได้นะ

อ้างอิง:

http://heritagepodcast.com/wp-content/uploads/Tolkien-On-Fairy-Stories-subcreation.pdf

Booth, Ken. 1991. “Security in anarchy: Utopian realism in theory and practice”, International Affairs 67(3), pp. 527–545

The Evolution of Modern Fantasy: From Antiquarianism to the Ballantine Adult Fantasy Series

เมื่อบทลำนำแห่ง Game of Thrones ถูกขับขานในยุคปัจจุบัน…

คำเตือน: ในบทความชิ้นนี้มีการสปอยล์ซีรี่ย์บางส่วน

หลังจากที่สถานี HBO ได้ปล่อยซีรี่ย์ภาพยนตร์ Game of Thrones ออกมากนั้นได้เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมเป็นจำนวนมากด้วยองค์ประกอบต่างๆในเรื่องนั้น ทำให้ซีรี่ย์เรื่องนี้ถูกขึ้นเเท่นในดวงใจของใครหลายคน วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าอะไรทำให้ซีรี่ย์เรื่องนี้บูมได้ขนาดนี้

ก่อนจะพูดอะไรๆต่อไปเนี่ยเราขอย้อนกลับไปดูความเป็นมาของเรื่องนี้ซะหน่อย Game of Throne นั้นเป็นภาพยนตร์ซีรี่ย์ที่ดัดแปลงมาจากซีรี่ย์นวนิยายแฟนตาซี Song of Ice and Fire โดย George R.R.Martin ออกอากาศครั้งแรกเมื่อ 17 เมษายน และตอนสุดท้ายเมื่อ 19 พฤกษภาที่ผ่านมา รวมทั้งหมดแล้ว 8 ซีซั่น และ 73 ตอน

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นช่วงประมาณยุคกลาง ในทวีปสมมุติแห่งหนึ่งนาม Westros ซึ่งประกอบด้วย 7 อาณาจักร ได้แก่ Winterfell (ปกครองโดยตระกูล Stark) Riverun(ปกครองโดยตระกูล Tully) Castly Rock(ปกครองโดยตระกูล Lanister) Highgarden (ปกครองโดยตระกูล Tyrell) The Eyrie (ปกครองโดยตระกูล Arryn) Dorne(ปกครองโดยตระกูล Martell) และ Storm’s End (ปกครองโดยตระกูล Baratheon) และทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์จาก King’s landing ทุกที่ดูแลกันด้วยความโอบอ้อมอารีไม่มีสงครามไม่ความแตกแยก กษัตริย์เป็นที่รักใคร่ บ้านเมืองสงบสุข…ก็บ้าแล้ว! ถ้าบ้านเมืองสงบสุขขนาดนี้เรื่องมันจะเกิดได้ไงละ เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อกษัตริย์ Robert Baratheon นั้นสิ้นพระชนม์ลง มหาสงครามเเย่งชิงบัลลังจึงบังเกิดขึ้น

สำหรับเรทติ้งของซีรี่ย์เรื่องนี้นั้นแทบไม่ต้องพูดถึงเพราะสูงอย่างต่อเนื่อง แค่เปิดตอนแรกมาปุ๊บก็ทำเรทติ้งไปถึง 9.0 นอกจากนั้นแล้ว ตอน The Rain of Castamere, Hardhome,Battle of The Bastard นั้นสูงถึง 9.9 (จนกระทั่งถึง ซีซั่น 8 หลายเสียงบอกว่าเกลียดตอนจบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เรทติ้งก็ตกลงอย่างน่าใจหาย) ความฮอตของซีรี่ย์เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ หลายเเบรนด์ยักษ์ใหญ่ เช่น Adidas Oreo Johny Walker Starbuck ก็เกาะกระเเสซีรี่ย์เรื่องนี้อีกด้วย คุณพระ!อะไรมันจะขนาดนี้!

กลับมาที่คำถามของเรากัน ทำไมซีรี่ย์เรื่องนี้ถึงได้บูมขนาดนั้น?

ป.ล. มุมมองในบทความชิ้นนี้จะไม่นับความล้ำสมัยของเทคโนโลยี ความสามารถของนักแสดง

เมื่อเราอยู่ใน Westeros…

Farah Mendelsohn นักวิชาการประวัติศาสตร์และนักเขียนนิยายวิทยศาสตร์และแฟนตาซี ได้แบ่งโลกของแฟนตาซี (Rhetoric of Fantasy) ออกเป็น 4 แบบ ได้แก่ The Portal-quest, The immersive, The intrusive และ The liminal

สำหรับ Game of Thrones นั้นเป็นประเภท Immersive ที่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดนั้นอยู่เเค่ในโลกแฟนตาซีที่ผู้เขียนสร้างขึ้น การบรรยายต่างๆก็ไม่ได้ยาวเป็นรถไฟจากหัวลำโพงไปสุไหงโกลก แต่ให้เราค่อยๆเก็บเล็กผสมน้อยจากข้อมูลต่างๆที่ค่อยๆปรากฏในเรื่อง จึงไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนี้ เมื่อเรื่องราวต่างๆนั้นเกิดเเละวนเวียนอยู่ในโลกใบเดียว Thinning หรือการเสื่อมถอย และความสูญเสียจึงเป็นจุดสำคัญของเรื่อง เหนือไปกว่านั้น คือ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถึงแม้มันจะเกินความคาดหมายของเรา แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้คนจน เมื่อผู้คนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่อเเปลกใหม่ เราเองก็พลอยไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่ (ก็อาจจะไม่ธรรมดามากขนาดนั้น แต่ก็เป็นความรู้สึกปกติเมื่อได้พบเห็น) อาจจะงงๆซักนิด พูดง่ายๆ คือ โลกแฟนตาซีนั้นมันเกินความสามัญธรรมดามาตั้งเเต่เเรกแล้ว ถ้าคนในโลกแฟนตาซีตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่เจอทุกวันเนี่ยมันก็คงจะผิดวิสัยไปหน่อยใช่ไหมละ

ซึ่งจุดนี้เองที่ค่อนข้างเเตกต่างจากเรื่องอื่น เช่น The chronicles of Narnia ที่ลูซี่ตื่นตาตื่นตื่นใจกับโลกใหม่ Spiderwick ที่มีสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดบุกขึ้นบ้าน Harry Potter ที่แฮร์รี่ไม่เคยรู้จักโลกผู้วิเศษมาก่อนเลย ในรูปแบบภาพยนตร์ซีรี่ย์นั้นเราจะอยู่ในฐานะบุคคลที่สามที่คอยเฝ้าดูความเป็นไปของบ้านเมืองเเต่ในขณะเดียวกันรูปแบบของหนังสือนั้นได้นำเสนอเรื่องเเต่ละตอนผ่านมุมมองของตัวละครเเต่ละคนซึ่งนับว่าไม่ได้ท้าทายเเค่ตัวผู้เขียนเเต่ยังท้าทายผู้อ่านอีกด้วย

นอกจากนี้เเล้ว การตาย ของตัวละครในเรื่องนี้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างเเปลกใหม่สำหรับโลกแฟนตาซี หากเราย้อนกลับไปที่ The Lord of The Rings นั้น เราจะเห็นว่าการตายนั้น ถ้าไม่เกิดกับฝั่งตัวร้ายก็จะเกิดกับสิ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมาก ( ในกรณีนี้ของไม่นับการตกร่องเหวของแกนดัล์ฟ เพราะสุดท้ายเขาก็กลับมาอยู่ดี) การกำจัดตัวละครแต่ละตัวในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำสุ่มสี่สุ่มห้า อยากให้ใครไปก็ไป แต่การฆ่า (หรือการพยายามทำให้ตาย) นำไปสู่เรื่องราวสำคัญต่อไป เพื่อป้องกันสิ่งใดสิ่งหนึ่งรั่วไหล หรือมันสมควรถึงจุดจบของเเต่ละคนเเล้วจริงๆ (คนอ่อนแอก็แพ้ไปนั้นแหละ) ไม่เพียงเท่านั้นการตายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในตัวร้ายได้อย่างเดียว (ซึ่งเราก็ไม่สามารถระบุเเน่ชัดว่าใครดีไม่ดีอย่างชัดเจน) แต่มันสามารถเกิดได้กับทุกคน ทุกเมื่อ เช่น การตายของลูกชายร้านขายหมูเพื่อปิดปาก หรือ การที่ Ned Stark โดนตัดหัวทั้งที่ราชินีก็ขอชีวิตไว้แล้ว การตายของ Ned Stark นำไปสู่การเกิดสงครามระหว่าง Winterfell และ King’s landing

ประกอบกับความเป็นช่วงยุคกลางที่และเรื่องราวทั้งหมดนั้นเกิดอยู่ในช่วงสงครามการเฆ่นฆ่ากันจึงนับว่าเป็นเรื่องเเสนธรรมดาเมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องอื่น (แต่ก็เลือดสาดใช้ได้นะ)

มากไปกว่านั้น คือ เรื่องราวทั้งหมดในเรื่องนั้นมีความอิงกับประวัติศาสตร์ (อ้างอิงจากสงครามดอกกุหลาบ หรือ The war of Roses ปี 1998-2028) แถมภาพของยุคกลางก็จัดเต็มม๊ากมากแม้จะไม่ใช่ภาพที่สมจริงตามประวัติศาสตร์ แต่เรื่องราวของ Game of Thrones นั้นเเสดงให้เห็นถึงโลกที่สามารถเกิดขึ้นได้ในมโนคติของคนยุคกลาง พูดง่ายๆ คือ นอกจากมีสงคราม มีท่านลอร์ด ท่านขุน ยังมีการใช้เวทมนตร์ มีมังกร ซึ่งหากลองพิจารณาดูเเล้ว บทบาทของเวทมนตร์ในเรื่องนั้นไม่ได้มีมากนัก ถ้าปรากฏส่วนใหญ่ก็จะเห็นในรูปแบบของผู้ใช้ศาสตร์มืด คุณไสย หรือ ลัทธิ นั้นสะท้อนถึงความเชื่อของคนในยุคกลางต่อการใช้เวทมนตร์ในมุมค่อนข้างลบ หรือแม้กระทั่งมังกรที่บทบาทสำคัญของเรื่องนั้น ก็เป็นตัวเเทนเเห่งการทำลายล้าง เผาให้ราบคาบ ดูเหมือนว่า Game of Thrones นั้นกำลังบอกว่าศาสตร์ใดก็ตามที่เกี่ยวกับเวทมนตร์หรือคุณไสยนั้นล้วนนำมาซึ่งความพินาศ

อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าเรื่องราวเกิดในช่วงสงคราม เราจึงได้เห็นทั้งสิ่งที่เกิดในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นกลเกมการวางแผน การร่วมเป็นพันธมิตร การปลุกกำลังใจของทหาร การทรยศหักหลังของ(อาจนับได้ว่าเป็น)พวกพ้อง และเรายังเห็นผลพวงสิ่งที่เกิดจากสงครามทั้งความอดยากและการสูญเสียชีวิตเหลือคณา การพรากเด็กไปจากอกแม่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน การจับทาส การทำลายทรัพย์สินเเละบ้านเมือง เราได้เห็นทั้งความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่ในตัวผู้คนจากสงครามเเละเช่นเดียวกัน เราเห็นความไร้น้ำจิตน้ำใจจนเเทบไม่เป็นมนุษย์จากสงคราม เรื่องไม่ได้นำเสนอมุมมองของสงครามในเเง่เดียวเท่านั้นเเต่ได้เสนอทั้งโทษเเละคุณของสงครามให้เราได้เห็นอีกด้วย

ผ้าไม่ใช่แค่ขาวกับดำ

จริงอยู่ที่เราอาจจะคุ้นชินกับการที่ธรรมมะย่อมชนะอธรรม คนเลวจะต้องทำแบบนี้ คนดีจะต้องทำอีกแบบนั้น แต่ละคนก็จะรักษาความเป็นตัวเองเเบบนั้นไปตั้งเเต่ต้นยังจบเรื่อง ยกตัวอย่าง เช่น Harry Potter กับ Lord Voldemort อย่างที่เรารู้ Voldemort ชั่วร้ายก็ชั่วร้ายตลอดทั้งเรื่อง ส่วนตัว Harry เองก็ค่อยๆโตมาเรื่อยๆแต่ก็ยัง รักษาจิตใจอันดีงาม และความมุ่งมั่นที่จะต้องปราบ Voldemort ตั้งเเต่ต้นจนจบ

แต่ แต่! Game of Thrones มันไม่ใช่ยังงั้นนะสิคุณ บางทีสองตอนเเรกคุณอาจจะเอ็นดูคนนี้ ต่อมาเขาทำแบบนี้ เราก็เหม็นขี้หน้าเขาไปเลยจ้า หรือ ตอนแรกเราเหม็นขี้หน้าตานี้ม๊ากมาก ต่อมาเรากลับเห็นความดีในภายหลัง บางคนก็ตรงเผงไม่เบนทางไหนเลย หรือ บางคนก็สลับซับซ้อนจนเราจับทางไม่ได้เลยทีเดียว เเต่ละคนเองก็มีเป้าหมายไม่เหมือนกัน หรือบ้างก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา หรือผลประโยชน์ พูดได้เลยว่าตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีใครเป็นคนดีร้อยเปอร์เซนต์ซักคน!

การทำให้ตัวละครนิยายแฟนตาซีมีลักษณะเเบบนี้นอกจากเป็นการสร้างสิ่งแปลกใหม่ในวงการแล้ว ยังทำให้ตัวละครเเต่ละคนนั้นมีความสมจริง เข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้นด้วย เพราะอย่างที่เรารู้ จิตใจของมนุษย์นั้นไม่จีรังยั่งยืน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

นอกจากนั้นแล้วสื่งที่(เกือบ)ทุกตัวละครในเรื่องทำ คือ การกล่าวคำปฏิญาณ การสาบาน การสัญญา แต่เช่นเดียวกันก็เเหกคำสัตย์กันกระจาย (ฮา)ยกตัวอย่าง เช่น Jon Snow ที่กล่าวคำปฏิญานต่อหน่วย Nightwatch เพื่อพิทักษ์ The wall แต่เมื่อรู้ข่าวว่า Theon Greyjoy ยึดแดนเกิด Winterfell และพี่ชายตัวเอง Rob Stark กำลังทำสงคราม ก็พร้อมจะทิ้งหน้าตัวเองเเล้วออกรบ (อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดเหล่าเพื่อนพี่น้องก็ลากกลับมาได้) หรือ บุคคลที่ถือคำสัตย์เถรตรงอย่าง Ned Stark สุดท้ายก็โดนประหารชีวิต หรืออย่าง Theon Greyjoy ที่มีเชื้อสายตระกูล Greyjoy แต่กลับได้รับการเลี้ยงดูจากตระกูล Stark ถ้าเช่นนั้นแล้วชายคนนี้ควรซื่อตรงต่อใครกันเเน่ ตกลงแล้วความคุณธรรมและความสัตย์จริงของมนุษย์นั้นแล้วคืออะไรเเน่ หรือแท้จริงแล้วคุณค่าของความดีนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์กันและสามารถยืดหยุ่นได้กันเเน่

It isn’t a man’s world อำนาจไม่ใช่แค่ของผู้ชาย

หากย้อนกลับไปดูในสมัยของ The Lord of The Ringsของ J.R.R Tolkien นั้น เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าบทบาทของผู้หญิงในเรื่องนั้นน้อยมากถึงมากที่สุด (แถมยังเรียบเเบนอีกต่างหาก!) ในขณะ Game of Thrones นั้นผู้หญิงเองมีบทบาทสำคัญไม้แพ้ผู้ชายเลย เราได้เห็นมารยาร้อยพันเเปดเล่มเกวียน หญิงสาวที่ถือดาบเฉกเช่นชาย ใครที่คิดว่าผู้หญิงนะแสนบอบบาง ไร้ความสามารถ ฉันขอบอกให้เธอคิดใหม่เดี๋ยวนี้!

เเม้ว่าการออกไปทำศึกสงครามในเรื่องหรือการมีตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นของชายเเต่ในเรื่องนั้น ผู้หญิงแต่ละคนก็เเสดงออกถึงบทบาทมากมายไม่เเพ้ชายเลย Game of Thrones พิสูจน์ให้เราเห็นว่าอำนาจ เงินทอง และตำแหน่งนั้นไม่ได้มาจากการเกิดเป็นชาย แต่สามารถมาจากการสมรส ความเสน่หา และเล่ห์เหลี่ยมได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Cersei Lanister ผู้เเต่งงานกับราชา Robert Baratheon และดันให้ลูกชายของตน Joffrey และดำเนินเเผนการต่างๆจนตัวเองได้ครองบัลลังค์ Iron throne หรือ Ros โสเภณีผมสีเพลิงกับหุ่นอันเเสนยั่วยวนที่เต้าไต่ เอ้ย! ไต่เต้าจากอาชีพสเภณีมาเป็นที่ปรึกษาในกับท่านลอร์ดได้

ไม่เพียงเท่านั้นผู้หญิงในเรื่องนี้สามารถจับดาบลุกขึ้นสู้คนได้ค่ะ! ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้พบเจอบ่อยในนวนิยายแฟนตาซีที่ก่อนหน้านี้ผู้หญิงจะปรากฎในภาพของดอกไม้แสนบอบบางต้องการทนุถนอม หรือเป็นเจ้าหญิงที่รอคอยเจ้าชายตามเเบบฉบับเทพนิยายกล่อมเด็ก แต่ ในเรื่องนี้เราเห็นอัศวินหญิง อย่าง Brienne of Tarth ที่ประลองชนะชายและมีฝีดาบที่ร้ายกาจไม่แพ้ชายคนไหน หรือ Arya จากตระกูล Stark ที่ร่ำเรียนดาบเเทนการเรียนเพื่อเติบโตเป็นเเม่ศรีเรือน หรือการต่อสู้ทางจิตใจต่อสิ่งเลวร้ายต่างๆที่เข้ามา เช่น Sansa Stark ที่ทนต่อเรื่องเลวร้ายต่างที่เข้ามาของชีวิตแต่ก็ก้าวผ่านไปได้ในท้ายที่สุด

นอกจากนี้มุมมองเรื่องความรักและเซ็กส์ในเรื่องนั้นก็ถูกทำให้ใกล้เคียงชีวิตจริงที่สุด หากลองเปรียบเทียบกับ The Lord of The Rings (อีกครั้ง) ความรักและเซ็กส์นั้นถูกแบ่งออกเป็นคนละเรื่องเลย ในขณะที่การมีความรักนั้นเป็นสิ่งสวยงามน่าบูชา แต่บทบาทของเซ็กส์ในเรื่องนั้นกับไม่ได้ไปทางเดียวกันเเละถูกกดให้น้อยมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ George R.R.Martin นั้นแสดงให้เราเห็นว่าเซ็กส์เองก็สามารถใช้เป็นข้อผูกมัด และการแสดงอำนาจของผู้หญิง (หรือเพศทางเลือก) ความรักกับเซ็กส์นั้นก็อาจจะไปในทางเดียวกัน หรืออาจจะไม่ก็ได้ ในเรื่องนั้นแต่ละนางก็ไม่ได้มีความเหนียมอายต่อการซัมบะละฮึ่มแต่อย่างใดแต่มันออกจะโจ่งแจ้งด้วยซ้ำ

ถึงเเม้ว่ามิติแปลกใหม่ของโลกแฟนตาซีที่ George R.R. Martin นั้นเขียนขึ้นจะทำให้โลกแฟนตาซีที่เราคุ้นชินกันนั้นผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นการตายของตัวละคร การที่ทุกคนนั้นไม่ใช่ขาวล้วนหรือดำล้วน หรือความสามารถของเพศอื่นนอกเหนือจากชาย แต่นั้นกลับยิ่งทำให้ผู้คนติดตามซีรี่ย์เรื่องนี้มากยิ่งขึ้นจนนับได้ว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามสิ่งนี้อาจกำลังบอกอะไรกับเรามากกว่านั้น หรือโลกที่เรากำลังอยู่นั้นกำลังเสื่อมถอยลงเรื่อยๆเหมือน Westeros กันเเน่

อ้างอิง :

https://www.imdb.com/title/tt0944947/episodes?ref_=tt_eps_yr_mr

http://musebycl.io/film-tv/how-17-brands-got-creative-epic-finale-game-thrones

MY FIRST LETTER TO YOU

i have what i have

and i am happy

i’ve lost what i’ve lost

and i am

still

happy

-outlook
milk and honey

Hi dearies ⋆ ˚。⋆ This is my first letter to you all. I am nothing but such a little girl to this whole wide world where there is such a lot to see. I am a learner but still a fool cause there is a lot I’ve not know yet. My journey was just begin…and I want you to join me.Subscribe below to get notified when I post new letter xxx

Introduce Yourself (Example Post)

This is an example post, originally published as part of Blogging University. Enroll in one of our ten programs, and start your blog right.

You’re going to publish a post today. Don’t worry about how your blog looks. Don’t worry if you haven’t given it a name yet, or you’re feeling overwhelmed. Just click the “New Post” button, and tell us why you’re here.

Why do this?

  • Because it gives new readers context. What are you about? Why should they read your blog?
  • Because it will help you focus you own ideas about your blog and what you’d like to do with it.

The post can be short or long, a personal intro to your life or a bloggy mission statement, a manifesto for the future or a simple outline of your the types of things you hope to publish.

To help you get started, here are a few questions:

  • Why are you blogging publicly, rather than keeping a personal journal?
  • What topics do you think you’ll write about?
  • Who would you love to connect with via your blog?
  • If you blog successfully throughout the next year, what would you hope to have accomplished?

You’re not locked into any of this; one of the wonderful things about blogs is how they constantly evolve as we learn, grow, and interact with one another — but it’s good to know where and why you started, and articulating your goals may just give you a few other post ideas.

Can’t think how to get started? Just write the first thing that pops into your head. Anne Lamott, author of a book on writing we love, says that you need to give yourself permission to write a “crappy first draft”. Anne makes a great point — just start writing, and worry about editing it later.

When you’re ready to publish, give your post three to five tags that describe your blog’s focus — writing, photography, fiction, parenting, food, cars, movies, sports, whatever. These tags will help others who care about your topics find you in the Reader. Make sure one of the tags is “zerotohero,” so other new bloggers can find you, too.