จุดเริ่มต้นของแฟนตาซีสมัยใหม่ทำไมต้อง The Lord of The Rings?

ดินเเดนที่เต็มไปด้วยนางฟ้าเอย เวทมนตร์เอย คนแคระเอย สัตว์พูดได้ และสิ่งต่างๆที่เกินขอบเขตความเป็นจริงอีกมากมายสารพัด ข้างต้นที่กล่าวมานั้นล้วนเเต่เป็นภาพจำโลกแฟนตาซีทั้งฉันเเละเธอ ซึ่งเช่นเดียวกันนั้นก็เป็นภาพที่เราทุกคนต่างคุ้นเคยกันจากนวนิยายไตรภาคชื่อดัง ‘The Lord Of The Rings’ นวนิยายที่ยังคงทรงพลัง และส่งผลต่องานเขียนมากมายในภายหลัง

ถึงแม้หลายคนจะไม่ใช่แฟนคลับของนวนิยายเรื่องนี้ แต่ก็น่าจะได้เห็นอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านหูผ่านตาบ้าง เช่น น้องกอลั่มผู้หวงเเหวนสุดรักกับประโยคประจำตัวนาง ‘My precious หรือ แปลไทยได้ความว่า ของรักของข้า’ (อ่านเสียงแหบแห้งเพื่อเพิ่มอรรถรส แค่กๆ)

The Lord of The Rings นวนิยายไตรภาคจบเรื่องนี้ประกอบด้วย เรื่องราวทั้งหมดสามภาค(และหนังสือเล็กๆน้อยๆที่เหลืออีกมากมาย) The Fellowship of the Ring (1954), The Two Towers (1954) and The Return of the King (1955) นวนิยายเรื่องนี้ขึ้นเเท่นเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 และถูกแปลกว่า 38 ภาษา นอกจากนั้นยังถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละครเวทีอีกด้วย

เนื้อเรื่องหลักนั้นดำเนินโดยเจ้าฮอบบิท โฟรโด แบกกิ้นส์ กับเหล่าคณะซึ่งประกอบด้วยฮอบบิทอีกสามตน จอมเวทย์ เอล์ฟ คนแคระ และชายมนุษย์สองคน การเดินทางครั้งนี้นั้นไม่ใช่เเค่เดินผจญภัยเรื่อยๆ แต่เพื่อทำลายแหวนประมุขอันอัดแน่นด้วยความชั่วร้ายของซารอนและเพื่อไม่ให้โลกนั้นตกอยู่ในหายนะคณะเดินทางจะต้องไปทำลายที่เม้าท์ดูมให้สำเร็จลุล่วง

แม้นวนิยายเรื่องนี้จะผ่านมานานนับสิบปีเเต่ยังคงประทับใจเล่าผู้อ่าน นอกจากนั้นยังส่งผลต่อนวนิยายแฟนตาซีในรุ่นต่อมาอีกด้วย อะไรหนอที่ทำให้เป็นเช่นนั้น

อะไรคือแฟนตาซี?

ก่อนที่เราจะพูดถึงอะไรต่อไปเนี้ย เเรกสุดเพื่อป้องกันอาการอ่านเเล้วงง เอ๊ะ อะไรทำไมเป็นยังงี้ ขอเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความเป็นมาของานเขียนหมวดแฟนตาซีพอกรุบกริบ แฟนตาซี หรือ Fantasy (n.) มาจากภาษากรีก คำว่า Phantasia แปลว่า ៉power of imagination; appearance, image, perception,” พลังในการจินตนาการไม่ว่าจะเป็นลักษณะ ภาพ หรือการรับรู้ แล้วยังงี้งานเขียนล่ะ สำหรับ Fantasy fiction หรืองานเขียนประเภทแฟนตาซีนั้น คือ งานเขียนเหนือความเป็นจริงซึ่งเกี่ยวข้องกับเวทย์มนตร์นั้นเอง

ถึงแม้ในโลกเรานั้นจะมีเรื่องราวตำนานปรัมปรามานานนับร้อยปี อย่าง Hercules ตำนานกรีก(คาดว่าประมาณ200ปี ก่อนคริสตศักราช)Beowulfตำนานเก่าแก่ของ Anglo-Saxon (ประมาณศตวรรษที่8) ก่อนปลายศตวรรษที่16 นั้นก็มีงานเขียนประเภทแฟนตาซี อย่างงานเขียนสุขนาฏกรรมแฟนตาซีเรื่อง ฝัน ณ กลางฤดูร้อนหรือ A Midsummer Night’s Dream ของ William Shakespear แต่ตามจริงแล้วนวนิยายประเภทแฟนตาซีนี้มีความชัดเจนในประมาณช่วงศตวรรษที่ 17 ยุคแห่งวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ สิ่งประดิษฐ์นักวิทยาศาสตร์สำคัญหลายคนของโลกนั้นเริ่มมีผลงานในยุคนี้ เช่น Galileo Galilei (15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 – 8 มกราคม ค.ศ. 1642) ผู้มีบทบาทสำคัญในดาราศาสตร์ หนึ่งเหตุผลสำคัญที่นวนิยายประเภทนี้ถูกพัฒนาขึ้นในยุคนี้ อาจเป็นเพราะโลกของแฟนตาซีนั้นต้องการความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างโลกความเป็นจริงเเละโลกแห่งจินตนาการ เมื่อผู้คนในยุคนี้หันไปสนใจวิทยาการมากขึ้นเเละเเสวงหาเหตุผลให้กับสิ่งต่างๆ อันเป็นด้านตรงข้ามของโลกแฟนตาซีจึงชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แนวความคิดในการค้นหาความจริงหรือ ลัทธิสัจนิยม(Realism)นั้นได้รับความนิยมและส่งผลกระทบต่องานเขียนทำให้เกิดงานเขียนประเภทวรรณกรรมสัจนิยม อย่าง Oliver twist (1837-1839)ของ Charles Dicken แนวคิดเรื่องสัจนิยมนี้ได้ผลักให้แนวคิดขั้วตรงข้ามอย่างโลกแฟนตาซีออกไปกลายเป็นเรื่องที่ไร้สาระ และเมื่อเป็นเรื่องไร้สาระผู้อ่านซึ่งส่วนใหญ่เป็นใหญ่นั้นก็ได้ผลักเรื่องราวของโลกแห่งแฟนตาซีนั้นไปสู่เหล่าเด็กๆ

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 20 J.R.R. Tolkien หรือ John Ronald Reuel Tolkien นักประพันธ์และนักภาษาศาสตร์ชาวอังกฤษได้เขียนเรื่อง The Lord of The Rings : The Fellowship of The Rings ขึ้นครั้งเเรกในปี 1954 และตามต่อมาด้วย The Two Towers ในปีเดียวกันและ The Return of The King ในปีถัดมา (1955) นวนิยายเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากทุกเพศ ทุกวัย จนได้รับการดัดแปลงไปเป็นภาพยนตร์ The Fellowship of The Rings ฉายครั้งแรกในปี 2001 และตามมาด้วยอีกสองภาคติดๆ คือ The Two towers ในปี2002 และ The Return of The King ในปี 2003 ภาพยนตร์นั้นเองได้ยิ่งเพิ่มพูนความนิยมและชื่อเสียงของนวนิยายแก่ผู้คนมากขึ้น และนอกจากนั้นยังกวาดรางวัลออสการ์รวมแล้ว 17 รางวัล

กลับมาที่คำถามใหญ่สุดของเรา ทำไมจุดเริ่มต้นของโลกแฟนตาซีสมัยใหม่(หลังศตวรรษที่ 19) ถึงต้องเป็น The Lord of The rings?

พบเจอโลกใบใหม่ในโลกใบเดิม

เชื่อว่าในใจส่วนลึกของทุกคนนั้นล้วนแต่ต้องการออกไปพบเจอโลกภายนอก อยากรู้ว่าเป็นยังไง อยากพบประสบการณ์เเปลกใหม่นอกเหนือจากสิ่งที่พบเจออยู่ในชีวิตประจำวันเสมือนแอเรียล เจ้าหญิงเงือกน้อย ที่อยากออกมาเจอโลกกว้าง และมีขาเฉกเช่นมนุษย์

แต่ในเมื่อหลายปัจจัยในปัจจุบันของเรานั้นมันไม่เอื้อ(ไม่ว่าการเงินหรือเวลา) ต่อการออกไปผจญภัย การนั่งอ่านหนังสือหรือนิยายโดยเฉพาะนวนิยายที่มีการผจญภัยอย่างแฟนตาซีนั้นจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนทั่วไป เพื่อเติมเต็มความรู้สึกต้องการออกไปพบเจอสิ่งแปลกใหม่จากชีวิตประจำวัน

สำหรับ The Lord of The Rings นั้นซึ่งว่าด้วยการเดินทางอันยาวนาน และประกอบกับขนาดดินแดนที่ใหญ่อลังการงดงามตระการตาทั้งอาณาจักรเอล์ฟ พ่อมด คนแคระ ฮอบบิท จึงไม่เเปลกเลยที่จะประทับใจคนหลายคนที่ในขณะที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องเเต่กลับกำลังหลุดเข้าไปร่วมการเดินทางไปเจอสถานที่ต่างกับคณะเดินทางพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้นตลอดการอ่านที่ได้สัมผัสสิ่งแปลกใหม่จากชีวิตประจำวัน

การกำหนดพล็อตเรื่องแฟนตาซีให้มีการเดินทาง หรือการพิชิตภารกิจแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นลักษณะเด่นของนวนิยายแฟนตาซีซึ่งยึดถือกันเป็นกฏเหล็กก็ว่าได้

นอกจากนี้สถานที่และช่วงเวลาในนวนิยายเรื่องแฟนตาซีในยุคหลังจาก The Lord of The Ringsนั้น มักจะเป็นหรือเกี่ยวข้องกับช่วงยุคกลาง (Middle age) ศตวรรษที่ 5-15 มักเกิดในยุโรปที่เต็มไปด้วยป่าเขา ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ เนื่องจากในภายหลังศตวรรษที่ 17 มนุษย์เราเองได้เริ่มสนใจวิทยาศาสตร์ วิทยาการเเละสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งเป็นทางคู่ขนานของเวทมนตร์ หากการเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์มากขึ้นก็จะไม่มีโลกแห่งเวทมนตร์ หรือหากคนเชื่อในเวทมนตร์ต่อไป วิทยาศาสตร์ก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ J.R.R. Tolkien ได้หยิบเอาช่วงเวลานี้มาปรับใช้กับเรื่อง The Lord of The Rings ซึ่งโลกแห่งเวทมนตร์นั้นยังคงมีความเป็นไปได้และผู้คนยังคงเชื่อในอำนาจลี้ลับ หากลองคิดเล่นดูๆ ถ้าเราสมมุติเวลาในเรื่องเป็นช่วงศตวรรษที่ 17 พ่อมดแกนดัล์ฟอาจกลายเป็นอาจารย์แกนดัล์ฟสอนวิชาเคมีแทนก็ได้นะเออ

จินตนาการที่ไม่ใช่แค่สำหรับเด็ก แต่สำหรับทุกคน

อย่างที่พูดไปแล้วก่อนหน้านี้ The Lord of The Rings นั้นใช่ว่าจะไม่มีนวนิยายแฟนตาซีนี้เลย ในช่วงศตวรรษที่ 19 นั้น Five Children And It ของ Edith Nesbit (1906) อันว่าด้วยเด็กห้าคนกับสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ให้พรแก่เหล่าเด็กๆให้สมปราถนาแล้วจะหมดฤทธิ์เมื่อสิ้นวัน หรือ เรื่องราวของพี่เลี้ยงคนเก่ง Mary Poppins (1934)โดย Pamela Travers ซึ่งนำมาทำเป็นภาพยนตร์และรีเมคอีกก็นับว่าเป็นเรื่องแฟนตาซี ในช่วงปลายยุคศตวรรษที่ 19 นั้น เป็นยุคสมัยที่ผู้คนต่างกำลังถวิลหาความจริงหรือที่เรียกว่า “ยุคสัจนิยม หรือ realism’

อย่างที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้นว่าแนวความคิดสัจนิยมไม่เพียงเเต่ส่งผลกับวิทยาการความก้าวหน้านั้น อิทธิพลของยุคสัจนิยมนั้นเองได้ผลักไสให้เรื่องราวที่เกี่ยวกับนวนิยายแฟนตาซีหรืออะไรก็ตามที่ข้องเกี่ยวกับการจินตนาการนั้นถูกมองว่าเป็นเรื่องของไร้สาระ การจินตนาการเพ้อฝันถูกมองว่าเป็นเรื่องของเด็ก งานเขียนที่ว่าด้วยการจินตนาการนั้นจึงให้เด็กอ่านซะมากกว่า(โดยไม่ได้ถามความสมัครใจของเด็กหรอกนะ!) และเพื่อเป็นการสั่งสอนเด็กทางอ้อม งานพวกนี้มักแทรกด้วย moral คติสอนใจ หรือแทรกแนวคิดเชื่อฟังผู้ปกครองแก่เด็กๆ

“even the smallest person can change the course of the future” -Gandalf

แม้แต่คนที่ตัวเล็กที่สุดก็สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตได้” -แกนดัล์ฟ

แต่สำหรับ The Lord of The rings นั้นมันไม่ใช่เเค่การฝันกลางวันชี้โบ้ชี้เบ้สำหรับเหล่าเด็กน้อยแต่อย่างใด มันคือการสร้างโลกอีกโลกหนึ่งผ่านตัวหนังสือซึ่งเด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี การจินตนาการที่แต่เดิมถูกมองว่าไร้สาระนั้น ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นเรื่องจริงจังมากขึ้น โลกแห่งเเฟนตาซีแทบจะเหมือนเป็นห้องๆหนึ่งที่เราสามารถเดินเข้าไปได้ รายละเอียดของนวนิยายถูกหยิบยกให้เป็นเรื่องจริงจังและมีแบบแผนถึงกระนั้นยังคงทิ้งปริศนาเเห่งเวทมนตร์ไว้ ด้วยอิทธิพลจาก The Lord of The Ringsนั้น ได้ส่งผลให้งานเขียนแฟนตาซีหลังช่วงศตวรรษที่ 19 ถูกฉีกกรอบออกไปแล้ววางกรอบความคิดแบบใหม่ขึ้นต่องานเขียนประเภทนี้ นวนิยายแฟนตาซีก็ถูกยอมรับกันมากขึ้นในวงกว้าง หลังจากการประสบความสำเร็จในการทำลายกรอบเดิมของแฟนตาซี งานเขียนแฟนตาซีในภายหลังทั้งหมดก็ได้รับอิทธิพลจาก The Lord of The Rings ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น Harry Potter the series(1997-2007) และ Fantastic Beast and Where To Find Them โดย J.K. Rowling Spiderwick(2003-2009) โดย Tony DiTerlizzi และ Holly Black The Caster Chronicles (2009) โดย Kami Garcia และ Margaret Stohl The Chronicles of Narnia (1950-1956)โดย C.S.Lewis The school for good and evils(2013) โดย Soman Chainani เป็นต้น

ความอัศวินที่แท้ทรูไม่ได้อยู่คนเดียว

ทั้งที่ทั้งนั้นพระเอกนางเอกในนวนิยายสามารถนั่งเฉยๆอยู่ในสวนดอกไม้มีชีวิตที่สุขสงบจวบจนอายุ200ปีโดยเลี้ยงชีพด้วยการปลูกผักเลี้ยงวัว เเต่ แต่! เหล่าพระเอกนางเอกของนวนิยายแฟนตาซีเหล่านี้ ไม่ว่าจำเป็นหรือด้วยความกระหายใคร่รู้ก็ตาม จะต้องออกไปผจญภัยผ่านสิงสาราสัตว์ ผ่านดง ผ่านหนาม ผ่านทุกสิ่งอย่างเพื่อสำเร็จเป้าหมายให้จงได้! เราเรียกสิ่งนี้ว่า Chivalry หรือ อัศวิน

The Lord of The Rings ซึ่งมีเจ้าฮอบบิทตัวจ้อยโฟรโด แบกกิ้นส์ เป็นตัวเอก หรือ Harry Potter ที่มีหนุ่มเเว่นกลม แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นตัวดำเนินเรื่องนั้นก็ดี มีความคล้ายคลึงกันอย่างหนึ่ง คือ ผู้ดำเนินเรื่องนั้นมักจะเป็นคนที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความสามารถพิเศษมากมายเลิศเลอ แต่มีใจกล้าที่พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ การดำเนินเรื่องด้วยตัวเอกลักษณะนี้เป็นกลวิธีของผู้เขียนเพื่อให้ผู้อ่านนั้นรู้สึกใกล้ชิดกับเรื่องและเพื่อก่อเกิดความรู้สึกในใจของผู้อ่านให้รู้สึกว่าถึงเเม้ฉันจะไม่ได้เป็นมนุษย์ผู้เเสนธรรมดาเพียงฉันมีความกล้า ฉันเองก็สามารถออกไปพิชิตสิ่งต่างๆในชีวิตได้เช่นเดียวกับคนเหล่านี้

แต่เดี๋ยวก่อนค่ะซิส ดึงสติกลับมาก่อน การจะปล่อยให้เจ้าฮอบบิทตัวจ้อย ที่ทำอะไรแทบไม่ได้เนี่ยให้ไปผจญโลกอันแสนโหดร้ายคนเดียว มันต้องไม่รอดแน่ๆ Tolkien จึงไม่ได้ปล่อยให้ โฟรโด ไปคนเดียวแต่ไปกันเป็นหมู่คณะจ้า (คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายจ้า) ซึ่งคณะเดินทางของโฟรโดนั้น ประกอบด้วยฮอบบิทอีกสามตน แซมไวส์ พิพพิน และเมอรี่ พ่อมดผู้รอบรู้ แกนดัล์ฟ มือธนูจากเผ่าเอล์ฟนามเลโกลัส นักรบจากเผ่าคนเเคระนามกิมลี เจ้าชายเเห่งกอนดอร์ โบโรเมียร์ และผู้พิทักษ์ป่า สไตรเดอร์ หรือในอีกนามทายาทแห่งอิลซิดูร์ อารากอน

เมื่อ The Lord of The Rings ได้เริ่มเขียนภาพการเดินทางเป็นหมู่คณะขึ้นมาในโลกของแฟนตาซีนั้น ผลงานส่วนใหญ่ในภายหลัง ยกตัวอย่างเช่น Harry Potter โดย J.K. Rowling หรือ The Chronicles of Narnia โดย C.S.Lewis นั้นก็นิยมเดินทางหรือดำเนินเรื่องไปในลักษณะหมู่คณะ เพื่อช่วยกันเเก้ไขรับมือเรื่องต่างๆที่จะเกิดขึ้นและกระจายหน้าที่ให้แต่ละคน ดังนั้นการจัดการสิ่งต่างๆด้วยตัวเองหรือการปราบศัตรูเพียงลำพังด้วยกำลังวังชาอย่าง Beowulf (ประมาณศตวรรษที่8) หรือการที่ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่เก่งกาจไร้ที่ติ อย่างใน Mary Poppins (1934) นั้นก็ไม่ได้จำเป็นอีกต่อไปในเมื่อเราไม่ได้ไปตัวคนเดียวแต่เรามีพวกพ้องไปด้วย

ไม่เพียงการฉีกกรอบธรรมเนียมเดิมเท่านั้นที่ J.R.R. Tolkienได้แสดงให้ทุกคนเห็นแต่เขาได้วางรูปแบบใหม่แห่งโลกแฟนตาซี และยังได้ร่ายมนต์แก่ผลงานชิ้นเอกตลอดกาลอย่างนวนิยายไตรภาคจบThe Lord of The Rings ให้กลายเป็นที่รักของผู้ติดตาม

สุดท้ายนี้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ไม่เคยรู้จักนวนิยายไตรภาคเรื่องนี้ เพียงเธอลองเปิดหนังสือหรือดูภาพยนตร์เรื่องนี้ เธออาจจะกลายเป็นอีกคนที่ต้องมนตร์สะกดของJ.R.R. Tolkien ก็ได้นะ

อ้างอิง:

http://heritagepodcast.com/wp-content/uploads/Tolkien-On-Fairy-Stories-subcreation.pdf

Booth, Ken. 1991. “Security in anarchy: Utopian realism in theory and practice”, International Affairs 67(3), pp. 527–545

The Evolution of Modern Fantasy: From Antiquarianism to the Ballantine Adult Fantasy Series

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s